ราคารวม : ฿ 0.00
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาล้วนแต่เกิดเพราะกรรม คือ ทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว ครั้นเกิดมาแล้ว จึงควรเร่งทำกรรมดี หนีการทำกรรมชั่ว
กรรมดี ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า “บุญ” หรือ “กุศล”
กรรมชั่ว ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า “บาป” หรือ “อกุศล”
แต่ชีวิตของคนบางคนไม่รู้จักบาปและไม่รู้จักบุญ เข้าลักษณะที่ว่า เห็นบุญเป็นคำสาป เห็นบาปเป็นคำพร ทั้ง ๆ ที่กรรมดีกรรมชั่วของผู้อื่นก็เห็นประจักษ์ตา กรรมดีกรรมชั่วของเราก็เห็นประจักษ์ตัว เมื่อมีผู้แนะนำว่า บุญไม่ใช่ของน่ากลัว ชั่วไม่ใช่ของน่ารัก บุญไม่ใช่คำสาป บาปไม่ใช่คำพร แต่บางคนก็เพิกเฉยต่อคำแนะนำพร่ำสอนนั้นเสีย แล้วมุ่งกระทำชั่วต่อไปอย่างลุ่มหลงเมามัน ครั้นถึงคราวความชั่วให้ผลก็ไม่สามารถหลีกพ้นได้ ต้องทนทุกข์ทรมานในชาตินี้ ตายแล้วก็ต้องทุกข์ทรมานในอบายภูมิ มีนรกเป็นทุกข์ที่สุด ดังเรื่องราวของชายผู้มีอาชีพฆ่าหมู
เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร มีชายคนหนึ่งตั้งครอบครัวอยู่ไม่ไกลจากพระอารามแห่งนี้ เขามีชื่อว่า นายจุนทะ ด้วยอาชีพฆ่าหมู ชาวบ้านจึงเรียกว่า “จุนทสูกริก” (จุน-ทะ-สู-กะ-ริก)
นายจุนทะเที่ยวซื้อหมูทั้งโดยเงินสดและโดยวิธีแลกเปลี่ยนสินค้า อันกรรมวิธีฆ่าหมูของนายจุนทะผู้นี้ก็พิสดารยิ่ง เขาตอกหลักไว้สี่ทิศ แล้วก็จับหมูตรึงด้วยเชือกโยงเข้ากับหลัก ทั้งนี้เขาได้เตรียมอุปกรณ์ไว้ คือ กระทะต้มน้ำร้อนอันเดือดพล่าน ค้อนไม้ขนาดใหญ่ กระบวยสำหรับตักน้ำร้อน มีดคมหลาย ๆ ขนาดสำหรับเชือดและชำแหละหมู เมื่อนายจุนทะผูกหมูตรึงเข้ากับเสาหลักทั้งสี่ทิศแล้ว เขาก็จับไม้ค้อนขนาดใหญ่ ตีลงไปตรงหน้าดั้งหมูเพื่อให้หมูสลบ เสียงค้อนไม้กระทบกับหน้าดั้งตรงระหว่างปากกับส่วนหัวของหมูเป็นที่น่าสยดสยอง เสียงหมูร้อง อี๊ด...อี๊ด... ด้วยความเจ็บปวด ย่อมเป็นที่น่าพึงพอใจของเขายิ่งนัก แทนที่จะพอเท่านี้ เขาใช้ไม้ค้อนทุบตามตัวของหมูซึ่งไม่แรงนัก ทั้งนี้เพื่อให้เนื้อหมูช้ำจะได้กลายเป็นเนื้อฟู และมีสีแดงเพราะห้อเลือดทั้งตัว
พลันเมื่อหมูเงียบเสียงลง โดยที่เขาไม่ประสงค์ให้ตายทันที เขาตีเพียงแค่ให้หมูสลบเท่านั้น นายจุนทะก็เอาไม้ขวางไว้ที่ระหว่างปากหมู แล้วเขาก็ใช้กระบวยตักน้ำร้อนในกระทะอันเดือดพล่านกรอกเข้าไปในปากหมู ซึ่งขณะนั้นหมูยังไม่ตาย หมูมีอาการสั่นดิ้นทุรนทุราย แล้วขับถ่ายของปฏิกูลออกจากภายในท้อง เขากรอกน้ำร้อนเข้าไปจนหมูถ่ายสิ่งปฏิกูลหมดจากท้อง
เมื่อเสร็จกรรมวิธีดังกล่าวแล้ว เขาก็จัดแจงนำภาชนะที่เรียกว่า “อ่าง” มารองตรงคอหมู แล้วเขาจึงใช้มีดอันคมกริบเชือดที่คอหมู เลือดหมูพุ่งกระฉูดลงในอ่างที่เขารองไว้ มันเป็นเลือดที่ร้อนเพราะเป็นเลือดสด และถูกเพิ่มอุณหภูมิภายในคือน้ำร้อนที่กรอกเข้าไปในท้องของหมู ทำให้เลือดไม่ค้างอยู่ภายใน แทนที่นายจุนทะจะขูดขนหมูด้วยใบมีดเหมือนคนทั่วไป เขากลับมีวิธีการอันพิสดารในการกำจัดขนหมู คือ เขาก่อไฟ แล้วผูกขาหมูทบกัน เอาไม้สอดเข้าไปในระหว่าง แล้วลนหมูเพื่อกำจัดขน ผลก็คือกำจัดขนหมูได้ง่าย กับทั้งมีกลิ่นหอมของหนังหมูของเขา และไม่ทำให้หมูเน่าง่าย ขั้นตอนสุดท้ายคือการชำแหละหมู ตัดหัวหมูออก แล้วจัดแจงชำแหละแยกส่วนต่างๆ ทั้งนี้เพื่อนำไปขายและเก็บไว้บริโภคเอง
นายจุนทะยึดอาชีพฆ่าหมูเป็นเวลากว่า ๔๕ ปี สร้างฐานะทางครอบครัวจนมั่งคั่ง ยิ่งมั่งคั่งเท่าไหร่ จำนวนหมูที่เขาต้องฆ่าก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น เขามิได้รู้สึกสงสารหมูที่เขาฆ่าแม้แต่สักนิด บาปได้ซึมซาบเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจเขาเสียแล้ว คราใดที่เพื่อนบ้านของเขาเดินทางไปทำบุญที่วัด ผ่านมาเห็นนายจุนทะ เพื่อนบ้านก็ออกปากชวน
พ่อคุณ พ่อจุนทะ
มาเถิดมามะ ละปาณา
ตัดใจไปวัดวา
หยุดการฆ่าพร่าสุกร
หากหลงประสงค์ฆ่า
เกิดชาติหน้าพาเดือดร้อน
ตายไปตกไฟฟอน
นอนมอดไหม้ในนรก
ทุกครั้งที่เพื่อนบ้านชวน เขาตอบกลับไปว่า....
ขอบคุณครับขอบคุณ
ที่การุณย์หนุนชักนำ
เชิญท่านหมั่นกระทำ
กรรมดีเถิดประเสริฐศรี
“สวรรค์” พระท่านบอก
พระมาหลอกว่ากรรมดี
“นรก” ก็ไม่มี
พระท่านชี้ไปลางลาง
“สวรรค์” นั้นคือเงิน
รวยแล้วเพลินเดินกว้างขวาง
“ยากจน” คนถากถาง
คือ “นรก” ตกใต้ดิน
พวกท่านฉันขอบอก
ถูกพระปอกลอกทรัพย์สิน
พวกพระตะกละกิน
บิณฑบาตขาดความเพียร
ฟังพระเทศนา
ฉันคิดว่าน่าปวดเศียร
ฟังนานพานอาเจียน
ฆ่าหมูขายได้เงินทอง
และแล้ววันที่เขาจะต้องได้รับรู้ผลกรรมชั่วก็มาถึง เมื่อนายจุนทะเจ็บป่วยลง ก่อนที่เขาจะตายสามวัน กรรมนิมิตฝ่ายชั่วปรากฏแก่เขา วิญญาณหมูที่เขาฆ่าได้ปรากฏขึ้น แต่ละตัวพุ่งเข้าฟัดกัดเขา นายจุนทะคลานหนีอย่างทุรนทุราย ส่งเสียงร้องเหมือนหมูที่เขาเชือด ภรรยาของเขาเฝ้าดูด้วยความเสียใจโดยที่มิสามารถจะช่วยเขาได้เลย ทั้งพระและชาวบ้านก็ได้ยินเสียงนี้ตลอดสามวัน
วิญญาณหมูที่เขาฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณได้ติดตามนายจุนทะ บัดนี้ภาพแห่งหมูปรากฏเฉพาะตัวนายจุนทะ เป็นกรรมนิมิตตารมณ์ในฝ่ายชั่ว วิญญาณหมูทุกตัวต่างก็กลุ้มรุมกัดแทะเขาอย่างโกรธแค้น มันมาทั่วจากทุกสารทิศจนเขาไม่สามารถหนีพ้นไปได้ เขากลัวจนอุจจาระ-ปัสสาวะราดรดเต็มตัวเต็มบ้าน เขานอนกลิ้งเกลือกอยู่บนกองปฏิกูลนั้น มันไม่ต่างอะไรกับสภาพของหมูที่เขาเอาน้ำร้อนกรอกปากแล้วขับอุจจาระสิ่งปฏิกูลออกมา
ในวันที่สาม ยมทูตปรากฏตัวต่อหน้านายจุนทะพร้อมด้วยหอกอันแหลมคมแล้วกล่าวกับเขาว่า....
ฮะฮ้า...ไอ้สาธารณ์
ยมบาลมาแล้วเหวย
จุนทะ...หะหะเหย
ผู้เพิกเฉยต่อกรรมดี
เจ้าทำกรรมวิบัติ
มุ่งฆ่าสัตว์ด้วยบัดสี
มากมายหลายวิธี
มิเคยมีความเมตตา
วันโกนและวันพระ
มิเคยละซะเลยหนา
เพื่อนเตือนก็เบือนหน้า
ซ้ำค่อนว่ามิปรารมภ์
จิตเจ้าเฝ้าเกลือกกลั้ว
กระทำชั่วมั่วสั่งสม
ไปหาพระยายม
ให้ท่านส่งลงอเวจี
สิ้นคำของยมทูต ยมทูตก็ปลิดวิญญาณของนายจุนทะออกจากร่าง พาวิญญาณของเขาไปให้พระยายมพิพากษา แล้วยมบาลก็ส่งตัวเขาไปเสวยกรรมในนรก สิ่งใดที่เป็นอุปกรณ์ของนายจุนทะฆ่าหมู สิ่งเหล่านั้นปรากฏในนรกรอเขาอยู่แล้ว ค้อนเหล็กขนาดใหญ่มหึมาลอยปลิวมากับลมนรกเข้าปะทะกับหัวนายจุนทะอย่างสนั่นหวั่นไหว เขาร้องดิ้นอย่างเจ็บปวด ยมบาลได้ทรมานเขาซึ่งไม่ต่างไปกับที่เขาทำต่อหมู
สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแสดงผลกรรมของนายจุนทะแก่ภิกษุและอุบาสกอุบาสิกา บันดาลให้เห็นสภาพของนรกที่นายจุนทะลงไปเสวยกรรม แล้วตรัสว่า....
ผู้ใดใจหยามหยาบ
มิซึมซาบกลัวบาปกรรม
เห็นบาปเป็นเรื่องขำ
มุ่งกระทำมิยำเกรง
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
อำมหิตคิดข่มเหง
ทำไปใจครื้นเครง
เป็นนักเลงเก่งปาณา
อีกทั้งเป็นมือปืน
ฆ่าผู้อื่นด้วยหรรษา
ครั้นได้เงินทองมา
ดื่มสุราบ้าพนัน
ผู้นั้นต้องคำสาป
ต้องแบกหาบบาปมหันต์
กรรมชั่วตัวสร้างสรรค์
พลันเดือดร้อนเมื่อก่อนตาย
ยมทูตภูตเหี้ยมหาญ
คร่าวิญญาณปานกระหาย
พาตกนรกร้าย
ปรากฏกายหน้าพระยม
ท่านสั่งยมบาล
ทรมานให้สาสม
อาวุธสุดแหลมคม
พุ่งทิ่มแทงทุกแห่งกาย
น้ำทองแดงร้อนแรงมาก
กรอกเข้าปากหลากหลากหลาย
ดิ้นรนกระวนกระวาย
อย่าหมายพ้นผจญกรรม
ผลที่บีฑาสัตว์
โทษวิบัติซัดเติมซ้ำ
ปาณาใครบ้าทำ
ต้องรับกรรมสุดช้ำเอย
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”

Share :
Write comment