Episode 296 : ศาสนาสามัคคีธรรม

บ้านเมืองของเรามีภาวะของความแตกแยกปรากฏขึ้นมากมาย สิ่งที่จะแก้ได้เราก็เน้นความสามัคคี แต่บ้านเมืองเราก็มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายอันเป็นปัญหาสังคม โดยขาดพื้นฐานและความศรัทธาในทางศาสนา

ถ้าชาวพุทธส่วนใหญ่หรือประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่บอกว่า “พระสงฆ์นั่นแหละไม่ดี ไม่เอาใจใส่ประชาชน ไม่สามารถสอนคนให้เป็นคนดีได้ รังแต่จะกินข้าวชาวบ้านเขาไปวัน ๆ “

ความจริงที่เขาพูดอย่างนั้นจะถูกหรือผิด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา ว่าบัดนี้เขาโยนความไม่ดีมาให้พระแล้ว และเมื่อประชาชนไม่ดีเขาก็โยนให้วัด

         คนดวงตก อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารเสื่อม เขาโยนไปให้วัดหมด

         คนเป็นโรคภัยไข้เจ็บ สังคมรับไม่ได้ เขาโยนให้วัดหมด

ก็เพราะเขาหวังว่าวัดนั่นแหละจะเป็นส่วนที่สร้างสังคมให้ดี แล้วจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้นเสียด้วย วัดก็ต้องสร้างสังคมให้ดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่วัดในพระพุทธศาสนาอย่างเดียว มันจะต้องทุกศาสนา จะเป็นโบสถ์แบบคริสต์ จะเป็นสุเหร่าแบอิสลาม จะเป็นศาลเจ้าแบบศาสนาต่าง ๆ หรือจะเป็นวัดซิกข์ (คุรุดวารา) หรือวัดฮินดู (เทวสถาน)

การที่จะกำจัดปัญหาสังคมได้ต้องวางรากฐานทางศาสนา และศาสนาต้องเป็นศาสนาสามัคคี ไม่ใช่ศาสนาบีฑาซึ่งกันและกัน อาตมาจึงกลัวเหลือเกินว่าศาสนาทุกศาสนานั้นปัดความรับผิดชอบ ผิดไม่เอา เอาแต่ชอบ และถ้าคนในศาสนามุ่งกอบโกยผลประโยชน์จากประชาชนล่ะก็ สังคมของเราเห็นจะไปไม่รอด แล้วไม่ใช่สังคมเมืองไทยไปไม่รอดเท่านั้น สังคมอื่นก็ไปมารอด

หลายคนอยากจะถามว่า “ถ้าเมืองไทยมีศาสนาพุทธศาสนาเดียว ท่านพอใจไหม ?”

         อาตมาบอกว่า “ไม่พอใจ”

         ถามต่ออีกว่า “ชอบใจไหม ?”

         ก็บอกว่า “ไม่ชอบใจ”

         ถามอีกว่า “ทำไมไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ?”

เพราะเป็นไปไม่ได้ เราอย่าไปพูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นไปได้ คือ ศาสนาต้องสามัคคีกัน ไม่ใช่ศาสนาบีฑา ศาสนาตีด่ากันเอง คือทุกคนต้องเห็นใจประชาชน เพราะเขาฝากความหวังไว้กับศาสนา และแม้แต่เขาเป็นศาสนิกของศาสนาอื่นก็ต้องเปิดโอกาส ให้เขาทำความดีในศาสนาอีกศาสนาหนึ่งเข่นเดียวกัน และให้เขาได้มีโอกาสรับคำสอน ทุกคนจะต้องหันมาแบกภาระประชาชนร่วมกัน มิใช่มานับจำนวนศาสนิกของตนเอง และก็หาวิธีการที่จะกำจัดศาสนาอื่นไป เพื่อความยิ่งใหญ่แห่งศาสนาของตน ในเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ อันนั้นเป็นการส่อแสดงอุปนิสัย และถ้าทำอย่างนั้นลงไป ประชาชนเขาเห็น ประชาชนเขาดู ที่เรายุแหย่คนในสังคของเรา ศาสนิกของเรานั้นเขาดูเขาเห็น วันหนึ่งเขาจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ! พระไม่ใช่พระ บาทหลวงไม่ใช่บาทหลวง โต๊ะอิหม่ามไม่ใช่โต๊ะอิหม่าม เขาจะรู้ทันทีว่าการกระทำเหล่านั้นผิดหลักศาสนา

ดังนั้นท่านทั้งหลาย ณ ขณะนี้ จึงขอให้ศาสนิกทุกศาสนาหันมาเป็นศาสนาแห่งความสามัคคี เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่สมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ได้ตรัสแก่คณะนายทหารซึ่งถวายงานว่า “เพราะอาศัยทศพิธราชธรรม” แต่สมเด็จย่าตรัสว่า “ทศพิธราชธรรม จะเป็นเรื่องของพระเจ้าแผ่นดินอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเอาไปใช้ และต้องให้เป็นทศพิธสามัคคีธรรม”

สมเด็จย่าตรัสดั่งนี้ พวกเราทุกคนก็ต้องเป็นศาสนาสามัคคีธรรม ถึงเวลาแล้วที่จะต้องร่วมใจต้านภัยของชาติและของศาสนิกให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไป

 

                          พระเทพปฏิภาณวาที

                             “เจ้าคุณพิพิธ”

 


View : 0

Share :


Write comment