ราคารวม : ฿ 0.00
มีปราชญ์ผู้หนึ่งท่านผูกปริศนาธรรมเกี่ยวกับชีวิตว่า “ว่ามียักษ์ตนหนึ่ง มีตาสองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่ มีปากสิบสองปาก มีฟันไม่มาก ปากล่ะสามสิบซี่ กลืนกินสัตว์ทั่วปฐพี ยักษ์ตนนี้มีนามใด”
มีคนตอบว่ายักษ์ตนนี้นามว่า “กาลเวลา” ตอบแล้วก็จักต้องเข้าใจด้วยว่า กาลเวลากลืนกินมนุษย์ทุกคน ให้โอกาสทุกคนเท่ากัน ในเส้นศูนย์สูตรที่เสมอกัน ขณะเดียวกันก็กลืนกินคน
ในเรื่องกาลเวลนี้ถือว่ากาลเวลาไม่ปราีนีใคร ให้โอกาส แต่ไร้ความปรานีี จึงอยากจะกล่าวต่อท่านทั้งหลายว่า...
วันเวลาผ่านไปไม่แยแส
ไม่เหลียวแลชีวิตคนบนโลกนี้
คนที่แก่จำต้องตายวายชีวี
กลายเป็นผีสืบกาลเนิ่นนานมา
ที่เราเห็นนั้น เวลาไม่ได้แยแส เวลาไม่ได้อาลัยเรา เขาถือว่าเขาเป็นเจ้าคุณนายคุณ เขาให้โอกาสเรามาอยู่บนโลกนี้แล้ว ไม่มีการแยแสกัน ไม่เหลียวแลชีวิตคนบนโลกใบนี้ ให้โอกาสแล้วไม่ต้องเหลียวแล
คนที่แก่ตายจำต้องวายชีวีกลายเป็นผีสืบกาลเนิ่นนานมา ถ้าว่ากันตามอายุ คนแก่ก็ต้องตายวายชีวี กลายเป็นผีสืบกาลเนิ่นนานมา ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นก่อน
มหาเศรษฐีมีสมบัติพัสถาน
ครั้นวายปราณเอาอะไรไปได้หนา
ผู้ที่มียศศักดิ์อัครา
รู้เถิดว่าไม่มีความจีรัง
จะเป็นเศรษฐีมหาศาลอะไรก็ตาม หรือจะเป็นผู้ที่มียศศักดิ์อัคราใหญ่โต จงรู้เถิดว่าไม่มีความจีรังยั่งยืน
อันมนุษย์ทั้งหลายบนโลกนี้
ตายเป็นผีญาติก็เอาไปเผาฝัง
เนิ่นนานไปไม่มีใครเขาอิหนัง
อย่าทุรังโปรดคิดพิจารณา
ทุกคนบนโลกนี้ พอเราตายไป ซากสังขารที่เราหลงใหลนักหนา เขาก็เอาไปเผาบ้าง เอาไปฝังบ้าง ที่สำคัญคือฝังแล้วไม่ไปเยี่ยม ตั้งศพไว้นอนเรียงกัน แต่ศพพูดคุยกันไม่ได้ เพราะคนบางคนครั้งเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ไม่ถูกกัน วิญญาณคุยกันไม่ได้เลย บางทีเอาไปเผาแล้วก็ถูกห้ามเอากระดูกเข้าบ้าน เหลือแต่ป้ายวิญญาณตั้งไว้ในบ้าน เพราะซินแสหมอดูบอกว่าเอาเข้าบ้านมาแล้วธุรกิจจะเจ๊ง บ้านจะเจ๊ง ลูกหลานจะแย่ คิดดูเถอะ สมัยก่อนเขาเป็นอย่างไร ถึงสมัยเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
จึงขอกล่าวต่อท่านทั้งหลายว่า กาลเวลาไม่เคยปรานีใคร ไม่มีปรานีใคร ไม่มีลดหย่อนให้ใคร นึกถึงคำสอนของพระจอมไตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า...
"ชีวิตํ พยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปนํ คติ
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น นายเร"
(ชีวิตัง พะยาธิ กาโล จะ เทหะนิกะ เขปะนัง คะติ ปัญเจเต ชีวะโลกะสะหมิง อะนิมิตตา นะ นายะเร)
“๓๒ คำ” รู้จักชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน ที่พระท่านเทศน์กันนั้น แต่เราไม่เคยจำตัวบท บอกว่าบาลีไม่ฟัง ถ้าไม่ฟังบาลีแล้วจะไปจำได้อะไร “๓๒ คำ” นี้ ตรัสเป็นคำประพันธ์ด้วย แต่แปลว่าอย่างไรล่ะ นี่คือสิ่งที่จะต้องคิดว่า ๓๒ คำนี้ เราศึกษา เราพิจารณาดู พระองค์ตรัสบอกว่า “สรรพสิ่งที่มีชีวิตบนโลกนี้ ทันทีที่เกิดมา มีสิ่งที่พยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้เลย ๕ ประการว่า
๑.ชีวิตยาวหรือสั้นใครนั้นรู้
๒.จะตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้
๓.จะตายกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้
๔.จะตายในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่รู้
๕.ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้
ลองคิดตามอาตมา เกิดมาปุ๊บชีวิตยาวหรือสั้นมีใครรู้บ้าง เดี๋ยวก็มีกรรมมาเกณฑ์ บางทีนายเวรตามมาทวงคืน บางทีก็สองอย่างทั้งกรรมมาเกณฑ์ทั้งนายเวรตามมาทวงคืน สองแรงนี้พบกัน ที่ตาย ๆ กันไม่มีใครรู้หรอก ถ้ากรรมเยอะ นายเวรเยอะ มาประจบพบกัน อายุสั้นนิดเดียวเท่านั้น เกิดออกมามองโลกยังไม่ออก สายตายังไม่ทำงาน บางทีปากยังไม่ร้องออกมาสักคำ กรรมก็มาเกณฑ์นายเวรตามมาทวงคืน เอาไปได้ด้วยไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง อะไรต่อมิอะไรในร่างกายล้วนแต่เกณฑ์มาแล้ว เพราะท่านทำอะไรไว้เล่า ชาตินี้ไปปล่อยปลาเยอะ ๆ ท่านทั้งหลายที่มีอาชีพเกี่ยวกับการประมงก็ปล่อยปลาเล็ก ๆ เยอะ ๆ เราต้องปลดปล่อยเพื่อต่ออายุเรา อาหารต่อชีวิตจริง วัตถุสิ่งของต่อชีวิตจริง แต่สิ่งที่มีชีวิตก็ต่อชีวิตเรา อาหารต่อชีวิตเรา สิ่งที่มีชีวิตก็ต่อชีวิตเรา บุญกุศลก็ต่อชีวิตเรา แต่อย่าประมาท ไม่มีใครรู้ ภาพที่ปรากฎประจักษ์ที่ท่านเห็น การตายของคนทั้งหลายอีกหลายรูปแบบนั้น คือประจักษ์พยานยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”

Share :
Write comment