ราคารวม : ฿ 0.00
เราเคยได้ยินว่า “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” แต่เราไม่ค่อยเข้าใจ คือมันมีกองขี้ฝอยอยู่แล้วคนก็พยายามดูว่ามันจะมีอันตรายไหม ก็เลยต้องฟื้นขี้ฝอยหาตัวตะเข็บซึ่งเล็กกว่าตะขาบ เพราะกลัวว่าตะเข็บจะทำร้าย ถ้าอย่างนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการระมัดระวัง เหมือนการใช้ผ้าที่โบราณสอนไว้ว่าก่อนใช้ต้องสะบัดเสียก่อน เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ
อีกประการหนึ่งก็คือ การฟื้นตัว ฟื้นเศรษฐกิจส่วนตัว เศรษฐกิจอย่างนี้จะมีอะไรฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้เลยนอกจากความขยัน ขี้เกียจเหยียดยาวเราก็ปฏิบัติกันมาแล้ว เช่น ขี้เกียจทำ ขี้เกียจพูด ขี้เกียจคิด
ความขี้เกียจ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใด เป็นหายนะ เป็นเพื่อนชั่วของผู้นั้น คนขี้เกียจมักจะกลัวพระอาทิตย์ กลัวคำสั่งคำสอน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา ตื่นมาก็งุนงง ทำงานก็งุ่มง่าม สั่งสอนก็งอแง ครั้นจะให้ไปเรียนหนังสือก็โง่งม คนที่พกเอาแต่ความขี้เกียจนั้น คือพกเพื่อนชั่วเอาไว้ การมีเพื่อนชั่วเป็นมิตรเรายังพอกำจัดได้ เพราะบางทีมีการแสดงออกให้เราเห็น แต่การพกพาความขี้เกียจ เป็นคนกลัวพระอาทิตย์ กลัวแสงไฟ แม้มีมืออยู่สองมือ มีนิ้วอยู่สิบนิ้วมือสิบนิ้วเท้า ก็งอมืองอเท้า เพราะไม่ขยันทำงาน ไม่เป็นคนพิการแต่ทำพิกล คือทำเป็นคนพิการ ทำพิกลคือทำตนเป็นคนพิการ บางคนมีลูกมีหลานโตแล้ว โตจนแก่แล้ว เกาะพ่อเกาะแม่กิน ใครถามว่า... “อ้าว ! เรียนแล้ว เป็นอะไร ?”
ก็ตอบแบบในโฆษณาว่า... “เป็นผีดิบ”
คือเป็นผีดิบที่สูบเลือดพ่อสูบเลือดแม่ จนพ่อแม่หมดเลือด พ่อแม่หมดเลือดแล้ว เจ้าผีดิบ
นั้นก็สูบต่อไป ไปสูบพี่สูบน้องและเพื่อนฝูง เพราะเป็นคนไม่ขยัน หนักไม่เอาเบาไม่สู้ และในลักษณะของคนไม่ขยันนั้น มันจะล้มทั้งระบบ ใครให้ที่พักพิงอาศัยแล้ว ไม่ใช่ไม้เลื้อยเท่านั้น แต่มันจะเป็นตัวทำลาย เพราะกลัวแสงแดดแสงพระอาทิตย์ ตื่นนอนก็ทำตัวเป็นคนงุนงง จะทำงานก็งุ่มง่ามเกียจคร้าน ครั้นจะสอนงานก็งอแงหลบเลี่ยง ให้ไปเรียนวิชาก็โง่งมและขี้เกียจ
จงกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจจากตัวเสียเถอะ เพราะความขี้เกียจนั้น ไม่ใช่เบียดเบียนเฉพาะตนเองเท่านั้น แต่เบียดเบียนกระทั่งคนที่ใกล้ชิดและคนที่รัก จนถึงประเทศชาติทีเดียว
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”

Share :
Write comment