ราคารวม : ฿ 0.00
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษา ทรงมีความเคารพในบุคคลผู้ให้ความรู้อันมีนามเรียกว่า...ครู... นอกจากนั้นพระองค์ยังดำรงความเป็นครู ทั้งวิชาและจริยะ ในความเป็นครูนั้นทรงยึดหลัก สั่งสอนศิษย์และลิดรอนความชั่ว สิ่งหนึ่งที่จะลิดรอนความชั่วของศิษย์คือ...ไม้เรียว... ดังมีเรื่องปรากฏในติลมุฏฐิชาดก (ติละมุดถิชาดก) ดังนี้
ในอดีตกาลครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระองค์ปรารถนาให้พระราชโอรสมีความรู้ จึงได้รับสั่งให้เดินทางไปศึกษายังเมืองตักสิลา อันเป็นเมืองมหาวิทยาลัยในครั้งนั้น สุดแต่ว่าจะเลือกเรียนกับอาจารย์คนใด
พระราชโอรสเดินทางไปยังเมืองตักสิลา ได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้เชี่ยวชาญในการสอนวิชารัฐศาสตร์ โดยบอกว่าตนเองเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี แล้วเข้าศึกษา ณ สำนักนั้น
อยู่มาวันหนึ่งพระราชกุมารกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ริมสระน้ำ ใกล้สถานที่นั้น หญิงชราคนหนึ่งตากเมล็ดงาไว้กลางแจ้ง และด้วยความกลัวว่าจะเสียหายจากลม ฝน หรือสัตว์ เธอจึงนั่งเฝ้าผลิตผลของเธอ พระราชกุมารเห็นเมล็ดงาที่ตากไว้ ก็ถือวิสาสะหยิบเอามากินต่อหน้าต่อตา หญิงชราเห็นว่าหยิบกินจึงมิได้ว่ากล่าวอะไร
ในวันต่อมา พระราชกุมารก็มานั่งตรงนั้นอีก หญิงชราตากเมล็ดงาไว้แล้วนั่งเฝ้าอยู่ไม่ไกล แล้วพระราชกุมารก็หยิบเอาเมล็ดงามาโปรยเล่นต่อหน้าต่อตาของหญิงชรา เมื่อหญิงชราเห็นดังนั้นครั้นจะว่ากล่าวก็มิรู้ว่าใครเป็นใคร เกรงภัยจะมาถึงตัว จึงคิดว่า... “ธรรมดาลูกศิษย์ย่อมเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์ ควรจะให้อาจารย์ว่ากล่าวตักเตือน จึงจะเป็นความถูกต้อง กับทั้งจะได้รู้ความประพฤติของลูกศิษย์ตนเอง”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงชราจึงเข้าไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วพูดว่า....
ข้าแต่ท่านอาจารย์
เมื่อวันวานศิษย์ของท่าน
แสดงนิสัยพาล
หยิบเมล็ดงาข้าเคี้ยวกิน
ข้าหรือไม่ถือสา
เพราะรสงาอร่อยลิ้น
นิสัยเขาชักชิน
เริ่มดูหมิ่นเจ้าของงา
วันนี้เขาหยิบเล่น
ใช่ดั่งเป็นของของข้า
โปรยปรายให้นกกา
ข้าจะว่าก็กระไร
ข้านี้มากราบกราน
ท่านอาจารย์วานแก้ไข
อบรมบ่มนิสัย
เพื่อเขาได้เป็นคนดี
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้ประชุมลูกศิษย์ แล้วให้หญิงชราชี้ตัว เมื่อไต่สวนแล้วเห็นว่าเป็นความผิด อาจารย์ยึดถือกฎของสำนักด้วยการเฆี่ยน ๓ ที แต่พระราชกุมารไม่ยอม อาจารย์จึงสั่งให้ศิษย์จับแขนตรึงไว้แล้วเฆี่ยนหลังพระราชกุมารต่อหน้าหญิงชรา การเฆี่ยนครั้งนี้ปรากฏว่าเป็นแผลเลือดไหล พระราชกุมารรู้สึกอับอายต่อหน้าหญิงชราและบรรดาเพื่อนศิษย์ด้วยกัน และโดยคิดว่าอาจารย์น่าจะไว้หน้ากันบ้าง เพราะใช่ว่าจะไม่รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชกุมาร เมื่อเป็นดังนั้นพระราชกุมารจึงผูกใจเจ็บในอาจารย์เป็นที่ยิ่ง พระราชกุมารคิดว่า “วันหนึ่งข้างหน้าเถอะ ถ้าเรามีอำนาจเมื่อไร เราจะต้องหาทางแก้แค้นอาจารย์ให้สาสมที่ทำกับเราวันนี้ เรี่องเจ็บตัวไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจที่อาจารย์ทำให้อับอายขายหน้า” พระราชกุมารผูกใจเจ็บโดยที่อาจารย์มิได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างไรพระราชกุมารก็อดทนศึกษาเล่าเรียนจนจบ แต่ในระหว่างที่เรียน เมื่ออาบน้ำครั้งใดเพื่อนก็ล้อเลียนแผลเป็นที่เป็นรอยอยู่บนหลัง ยิ่งเป็นการตอกย้ำอดีตอันเจ็บปวดแก่พระราชกุมาร ในที่สุด พระราชกุมารก็ศึกษาเล่าเรียนจนจบตามหลักสูตรที่กำหนดไว้
“กระผมขอลาท่านอาจารย์กลับบ้านเมืองแล้วขอรับ ในกาลข้างหน้าถ้าผมได้ครอบครองราชสมบัติ ผมจะให้ข้าราชการนำหนังสือมาเชิญอาจารย์เข้าเมือง แล้วจะตอบแทนบุญคุณอาจารย์” พระราชกุมารพูดกับอาจารย์ แต่ในใจคิดว่า “จะตอบแทนให้สาสมกับที่อาจารย์ได้ทำต่อเรา”
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้โอวาทแล้ว ก็นำของประจำตัวคืนแก่พระราชกุมาร และขอให้นำวิชาการไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชน และขอให้ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ซึ่งพระราชกุมารก็รับปากด้วยความไม่เต็มใจ แล้วลาอาจารย์เดินทางกลับเมือง แต่ทุกครั้งที่สรงน้ำ พวกสนมและพระพี่เลี้ยงเห็นรอยไม้เรียวก็มักถามว่าเป็นรอยอะไร ความเจ็บใจก็กำเริบขึ้นอีก
กาลต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติมีอำนาจเต็ม พระราชาทรงหวนนึกถึงอาจารย์ คิดว่า...“บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะได้ล้างแค้นอาจารย์บ้างแล้ว ทำกับเราได้เจ็บแสบนัก” จึงมอบสาสน์ให้อำมาตย์เดินทางไปยังสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วให้รับตัวอาจารย์มาด้วย
อำมาตย์เดินทางไปแล้ว เมื่ออาจารย์ได้รับสาสน์ก็ตามอำมาตย์มาเฝ้าพระราชา โดยมิได้เฉลียวใจเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของตน
ครั้นเมื่อถึงแล้วก็เข้าเฝ้าพระราชา เมื่อเห็นอาจารย์ครั้งนี้ความโกรธก็ปะทุทันที พระราชาจึงหันหน้าไปทางอาจารย์ด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความกริ้วสุดขีด แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังก้องว่า
ฮะเฮ้ย....เหวย อาจารย์
นึกเหตุการณ์ย้อนถอยหลัง
เมล็ดงากำเดียวยัง
เฆี่ยนข้าตั้งสองสามที
ข้าอายขายขี้หน้า
แผลเป็นมาจวบวันนี้
ข้าแค้นแน่นฤดี
หลายสิบปีที่ผ่านมา
วันนี้ท่านอาจารย์
ได้รับสาสน์คลานมาหา
เอาหัวของตัวมา
รับอาญาหนาอาจารย์
เพชฌฆาตจับตัวไว้
นำไปแหล่งประหาร
นี่แหละคือผลการ
ตีโบยข้างากำเดียว
เมื่ออาจารย์ได้ฟังก็มิได้ตกใจ แต่ได้กล่าวต่อหน้าพระราชาและข้าราชบริพารทั้งปวงว่า....
เดชะพระเจ้าข้า
องค์ราชาฟังข้าก่อน
อาจารย์ย่อมบั่นทอน
นิสัยศิษย์เป็นพิษภัย
ด้วยกิจคือทำงาน
หรือด้วยก้านแห่งเรียวไผ่
ไล่ชั่วตัวจัญไร
หวังศิษย์ได้เป็นคนดี
หากศิษย์คิดแต่ชั่ว
หลงเมามัวมั่วบัดสี
อาจารย์ไม่หาญตี
อย่านับถือคืออาจารย์
หากศิษย์ผิดมากเรื่อง
กระบิลเมืองโทษประหาร
ลูกศิษย์ผิดสามานย์
โทษอาจารย์ไม่อบรม
ครั้งที่ตีพระองค์
มิประสงค์ให้ขื่นขม
ระเบียบอันเฉียบคม
ดัดนิสัยให้ตรงทาง
พระองค์ผู้ทรงศักดิ์
โปรดตระหนักดูเสียบ้าง
ไม้เรียวนั้นแหละสร้าง
พระองค์ให้ได้ครองเมือง
เมื่อพระราชาได้ฟังอาจารย์กล่าวแล้ว ทรงเทียบเคียงกับหลักนิติบัญญัติในการปกครองบ้านเมือง จึงสำนึกผิดพร้อมทั้งขอขมา แล้วให้ไปรับภริยากับบุตรของอาจารย์เข้ามาชุบเลี้ยงในวังให้อยู่ด้วยความผาสุกจนสิ้นอายุขัย
วิธีการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในครั้งนั้น จึงเป็นวิธีการของครูในการสั่งสอนศิษย์ ๓ ประการ คือ น้ำเย็น ลูกยอ กอไผ่ ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ยากที่ศิษย์จะประสบความสำเร็จ
บทบูชาครู
ครู..... เป็นแสงสว่างทางชีวิต
ครู..... สอนศิษย์ฝ่าฟันแก้ปัญหา
ครู..... ประสาทประสิทธิ์วิทยา
ครู..... เป็นแหล่งแสวงหาความรุ่งเรือง
ครู..... เป็นพ่อแม่หนูคู่ที่สอง
ครู..... รับรองสุข - ทุกข์ ในทุกเรื่อง
ครู..... มีจิตการุณย์ไม่ขุ่นเคือง
ขอกราบเบื้องบาทครูทุกผู้เทอญ
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”

Share :
Write comment