ราคารวม : ฿ 0.00
เด็กหญิงพอเพียงกำลังเดินหาเด็กชายใฝ่ดี ด้วยท่าทีมีกังวลอยู่ในใจ พบเด็กชายใฝ่ดีกำลังนั่งวาดเขียนอยู่บนโต๊ะใต้ถุนโรงเรียน จึงพูดเปรยขึ้นว่า....
ด.ญ.พอเพียง : ใฝ่ดี ๆ แหม ! ฉันเดินหาแทบแย่เลย อยู่ที่นี่เอง ขอรบกวนเวลาปรึกษาหน่อยได้ไหม ?
ด.ช.ใฝ่ดี : ได้สิ สำหรับเธอแล้วเรายินดีเสมอ (ใฝ่ดีทำท่าวางโก้)
ด.ญ.พอเพียง : ไม่ต้องทำท่าโก้ขนาดนั้น เรื่องนี้เครียดนะ จำเป็นต้องปรึกษาด่วน
ด.ช.ใฝ่ดี : เรื่องราวมันเป็นอย่างไรล่ะ ?
ด.ญ.พอเพียง : คือ...เมื่อกลางวันนี้พอเพียงเห็นเด็กคนหนึ่งขโมยเงินในกระเป๋าคุณครู พอคุณครูกลับจากล้างมือมาเปิดกระเป๋า ปรากฏว่าเงินหายไป คุณครูจึงสอบถามเด็กในห้อง คนอื่นไม่เห็น แต่ฉันเห็นคนเดียว ครั้นจะบอกคุณครูก็กลัวเด็กคนนั้นจะโดนไล่ออก แถมจะเกลียดฉันเข้าไปอีก ครั้นจะไม่บอกก็เห็นใจครูน่ะ
ด.ช.ใฝ่ดี : เรื่องนี้เกินปัญญาของที่ปรึกษาอย่างเราแล้ว เห็นทีจะต้องไปปรึกษาที่ปรึกษาใหญ่ของพวกเรา คือ...หลวงตา... มา...ตามมาเถอะ !
....ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวันเศษ หลวงตาอนุโมทนาผู้ถวายปัจจัย (เงิน) บูรณะอุโบสถ เห็นเด็กชายใฝ่ดีพาเด็กหญิงพอเพียงเข้ามาหาด้วยสีหน้ากังวลทั้งคู่ จึงถามว่า...
หลวงตา : เป็นยังไง เด็ก ๆ เอ๊ย... หน้าเครียดมาเชียวนะ !
เด็กชายใฝ่ดีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลวงตาฟัง พร้อมกับขอคำปรึกษาจากหลวงตา
หลวงตา : เรื่องนี้เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เด็กคนนี้ต้องขโมยเงินครู ทั้ง ๆ ที่เขาคงเคารพครูอยู่บ้าง เด็ก ๆ จะขโมยเงินได้ก็เพราะเหตุ คือ....
- จนยาก
- มากหนี้
- อยากมีเงินทอง
- อยากซื้อของจำเป็น
- อยากซื้อของเล่น
- อยากอวดเด่นต่อเพื่อนฝูง
: เหตุผลทั้งหมดนี้หลวงตาจะเข้าไปชำระสะสางเอง เผื่อว่าจะต้องมีเหตุให้ช่วยเหลือ
ด.ญ.พอเพียง : หลวงตาขา... ในกรณีนี้หนูจะทำอย่างไรดี มันอึดอัดหัวใจเหลือเกิน
หลวงตา : ไม่ต้องทำอะไร แต่การที่หนูไม่พูดก็เพราะมีเหตุผล แต่ถ้าพูดเพื่อป้องกันเด็กคนนั้นเพราะเกรงใจและเกรงว่าจะถูกไล่ออกด้วยการโกหก ก็ถือว่าไม่ดี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า....
อะภูตะวาที นิระยัง อุเปติ
(อภูตวาที นิรยํ อุเปติ)
คนพูดไม่จริงย่อมเข้าสู่นรก
ด.ช.ใฝ่ดี : โอ้โฮ ! การพูดไม่จริงนี่โทษหนักขนาดนั้นเชียวหรือครับ ?
หลวงตา : หนักแน่ลูกเอ๊ย... แต่ขอให้เข้าใจคำว่า “นรก” เสียก่อน
: คำว่า “นรก” นี้ มีความหมายว่าคนพูดไม่จริงย่อมเข้าสู่อบายภูมิ ๔ ประเภท
:“อบายภูมิ” คือ พื้นที่ เขตแดน ที่เป็นแดนเสื่อม ได้แก่.... เสื่อมอิสรภาพ, เสื่อมความสุข, เสื่อมญาติ, เสื่อมคุณธรรม, เสื่อมอาหารดี, เสื่อมที่อยู่อาศัยที่งดงาม, มีสภาพสังขารเสื่อมทรามทรุดโทรม
: อบายภูมิมี ๔ คือ....
๑. นรกภูมิ เป็นขุมเรียกว่า..ขุมนรก.. ผู้เกิดมีมากมายต้องได้รับโทษทัณฑ์และห้ำหั่นกันเอง เรียกว่า..สัตว์นรก.. แต่คนทั่วไปเรียกว่า “ผีนรก”
๒. ติรัจฉานภูมิ คือ สัตว์ดิรัจฉานต่าง ๆ ทุกชนิด มีอยู่ทั่วไป มีร่างกายต่างจากมนุษย์ ทุกข์ทรมาน ปรุงอาหารไม่ได้ มีทั้งใต้ดิน ในน้ำ บนบก
๑. ปิตติวิสัย คือ เปรตทั้งที่มีร่างและไม่ปรากฏร่าง บ้างก็เรียกว่า “ผีเปรต”
๒. อสุรกาย พวกที่มีกายอันคนเห็นแล้วสมเพช หรือ สยดสยอง ตนเองก็ไม่กล้าปรากฏต่อหน้าผู้คน ด้วยอายุสังขาร แต่ที่ปรากฏให้เห็นคนก็คิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด เป็นผี มีความทุกข์ทรมาน มีทั้งตายเร็วเกิดเร็วซ้ำซ้อน มีทั้งเกิดเร็วตายช้า บ้างก็เรียกว่า “ผีอสุรกาย”
ด.ญ.พอเพียง : โอ้โฮ ! น่ากลัวจังนะคะหลวงตา หนูกลัวจังเลยค่ะ
หลวงตา : กลัวก็อย่าทำชั่วสิลูก คราวนี้ลองดูเฉพาะพวกโกหกที่เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งหลวงตาจะแยกให้เห็นง่าย ๆ จากพฤติกรรมที่เป็นมนุษย์ชอบโกหก ครั้นเมื่อตายไปแล้วอกุศลจากบาปกรรมบันดาลให้เกิด ดังนี้....
ขี้โกหก ตายแล้วเกิดเป็นนกปากแข็ง
ขี้นินทา มรณาแล้วเป็นอีแร้งกินซากผี
บ่อนทำลาย ตายแล้วเกิดเป็นปลวกพวกกาลี
พูดความไม่ดี สิ้นชีวีเป็นแมลงวันดูกันไว้
ชอบเป่าหู เกิดเป็นยุงมุ่งตอมหู
ชอบอวดรู้ นกเขาแน่ยากแก้ไข
ขัน “กูรู้” เขาเรียกเจ้านกเขาไฟ
ขี้โม้ ได้เป็นหอยปูอยู่โคลน-เลน
ด.ช.ใฝ่ดี : คราวนี้เห็นหรือยังว่าการโกหกมีผลไม่ดีอย่างไร พูดจริงดีกว่านะ
หลวงตา : อย่าว่าแต่โกหกด้วยปากของตนเองเลย แม้แต่การโกหกด้วยปากกาคือการเขียนประเภทต่าง ๆ ก็ต้องได้รับกรรม และกรรมที่หนักที่สุดของการโกหก คือ...
๑. ทำลายความสามัคคีของหมู่คณะ สังคม ที่ผู้คนอยู่ด้วยศีลธรรม ให้เกิดแตกแยกกัน วิวาทบาดหมางกัน แม้แต่พระยุยงให้พระสงฆ์แตกแยกกัน เรียกว่า “สังฆเภท”
๒. การโกหกเพื่อฉ้อโกงผู้อื่นให้เสียทรัพย์สิน หรือทำลายชื่อเสียง
๓. การโกหกด้วยการใส่ร้ายป้ายสีคนดีด้วยเรื่องไม่เป็นจริง เช่น การทำใบปลิว การโฆษณาชวนเชื่อ การกระพือข่าวลือตามผู้ทำลาย
๔. การโกหกพ่อแม่แล้วไปทำชั่ว หรือ การทำชั่วแล้วโกหกพ่อแม่
ด.ญ.พอเพียง : โอ๊ย ! หนูยิ่งฟังก็ยิ่งกลัวเจ้าค่ะ เอาละหนูจะพูดแต่ความเป็นจริงค่ะ แต่หนูควรจะไปบอกครูไหมคะ ?
หลวงตา : ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวหลวงตาจะเรียกครูมาพบ ถ้าครูเสียทรัพย์มากก็อาจหาทางใช้ให้ ส่วนเด็กที่ขโมยเงินจากกระเป๋าครูไป หลวงตาจะเรียกผู้ปกครองและเด็กมาพบ ถ้าเขาขโมยเพราะไม่มีกิน ก็คงต้องสงเคราะห์เขาด้วยอาหารบ้าง เงินบ้าง แต่ต้องให้เขาสำนึกว่าที่ทำนั้นเป็นบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขโมยเงินครูของตนเอง
หลวงตา : เอ้อ ! สังคมมนุษย์นี่มีเรื่องอะไร ๆ ให้เป็นปัญหามากมายเลยนะลูก แต่หลวงตาไม่กลัวหรอก เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก้ปัญหาทุกอย่างไว้แล้วอย่างถูกต้องแม่นยำ พระองค์จึงได้ชื่อว่า ”พระสัพพัญญู” คือ ผู้รู้สรรพศาสตร์-สรรพสิ่ง
ด.ช.ใฝ่ดี : เอาละพอเพียง ไปเข้าห้องเรียนเถอะ เรื่องอื่น ๆ หลวงตาของเราจัดการเอง พวกเรากราบขอบพระคุณหลวงตาอย่างสูงนะครับ
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”
(จากหนังสือ “เด็กกลุ้ม หลวงตาแก้ [เด็กมีปัญหาหลวงตาเทศนาแก้ไข] หนังสือในโครงการ ศีลธรรมของยุวชนคือสันติภาพของโลก เล่ม ๓ ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม)

แชร์ :
เขียนความคิดเห็น