ตอนที่ 335 : รู้ว่าเขาทำชั่ว แต่ ฉันกลัวเขาเกลียดน่ะ !

เด็กหญิงพอเพียงกำลังเดินหาเด็กชายใฝ่ดี ด้วยท่าทีมีกังวลอยู่ในใจ พบเด็กชายใฝ่ดีกำลังนั่งวาดเขียนอยู่บนโต๊ะใต้ถุนโรงเรียน จึงพูดเปรยขึ้นว่า....

ด.ญ.พอเพียง : ใฝ่ดี ๆ แหม ! ฉันเดินหาแทบแย่เลย อยู่ที่นี่เอง ขอรบกวนเวลาปรึกษาหน่อยได้ไหม ? 

ด.ช.ใฝ่ดี : ได้สิ สำหรับเธอแล้วเรายินดีเสมอ (ใฝ่ดีทำท่าวางโก้)

ด.ญ.พอเพียง : ไม่ต้องทำท่าโก้ขนาดนั้น เรื่องนี้เครียดนะ จำเป็นต้องปรึกษาด่วน

ด.ช.ใฝ่ดี : เรื่องราวมันเป็นอย่างไรล่ะ ?

ด.ญ.พอเพียง : คือ...เมื่อกลางวันนี้พอเพียงเห็นเด็กคนหนึ่งขโมยเงินในกระเป๋าคุณครู พอคุณครูกลับจากล้างมือมาเปิดกระเป๋า ปรากฏว่าเงินหายไป คุณครูจึงสอบถามเด็กในห้อง คนอื่นไม่เห็น แต่ฉันเห็นคนเดียว ครั้นจะบอกคุณครูก็กลัวเด็กคนนั้นจะโดนไล่ออก แถมจะเกลียดฉันเข้าไปอีก ครั้นจะไม่บอกก็เห็นใจครูน่ะ

ด.ช.ใฝ่ดี : เรื่องนี้เกินปัญญาของที่ปรึกษาอย่างเราแล้ว เห็นทีจะต้องไปปรึกษาที่ปรึกษาใหญ่ของพวกเรา คือ...หลวงตา...  มา...ตามมาเถอะ !

   ....ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวันเศษ หลวงตาอนุโมทนาผู้ถวายปัจจัย (เงิน) บูรณะอุโบสถ เห็นเด็กชายใฝ่ดีพาเด็กหญิงพอเพียงเข้ามาหาด้วยสีหน้ากังวลทั้งคู่ จึงถามว่า...

หลวงตา : เป็นยังไง เด็ก ๆ เอ๊ย... หน้าเครียดมาเชียวนะ !

         เด็กชายใฝ่ดีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลวงตาฟัง พร้อมกับขอคำปรึกษาจากหลวงตา

หลวงตา : เรื่องนี้เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เด็กคนนี้ต้องขโมยเงินครู ทั้ง ๆ ที่เขาคงเคารพครูอยู่บ้าง เด็ก ๆ จะขโมยเงินได้ก็เพราะเหตุ คือ....

         - จนยาก

         - มากหนี้

         - อยากมีเงินทอง

         - อยากซื้อของจำเป็น

         - อยากซื้อของเล่น

         - อยากอวดเด่นต่อเพื่อนฝูง

      : เหตุผลทั้งหมดนี้หลวงตาจะเข้าไปชำระสะสางเอง เผื่อว่าจะต้องมีเหตุให้ช่วยเหลือ

ด.ญ.พอเพียง : หลวงตาขา... ในกรณีนี้หนูจะทำอย่างไรดี มันอึดอัดหัวใจเหลือเกิน

หลวงตา : ไม่ต้องทำอะไร แต่การที่หนูไม่พูดก็เพราะมีเหตุผล แต่ถ้าพูดเพื่อป้องกันเด็กคนนั้นเพราะเกรงใจและเกรงว่าจะถูกไล่ออกด้วยการโกหก ก็ถือว่าไม่ดี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า....

                 อะภูตะวาที  นิระยัง อุเปติ

                   (อภูตวาที นิรยํ  อุเปติ)

                 คนพูดไม่จริงย่อมเข้าสู่นรก

ด.ช.ใฝ่ดี : โอ้โฮ ! การพูดไม่จริงนี่โทษหนักขนาดนั้นเชียวหรือครับ ?

หลวงตา : หนักแน่ลูกเอ๊ย... แต่ขอให้เข้าใจคำว่า “นรก” เสียก่อน

         : คำว่า “นรก” นี้ มีความหมายว่าคนพูดไม่จริงย่อมเข้าสู่อบายภูมิ ๔ ประเภท 

         :“อบายภูมิ” คือ พื้นที่ เขตแดน ที่เป็นแดนเสื่อม ได้แก่.... เสื่อมอิสรภาพ, เสื่อมความสุข, เสื่อมญาติ, เสื่อมคุณธรรม, เสื่อมอาหารดี, เสื่อมที่อยู่อาศัยที่งดงาม, มีสภาพสังขารเสื่อมทรามทรุดโทรม 

         :  อบายภูมิมี ๔ คือ....

         ๑. นรกภูมิ เป็นขุมเรียกว่า..ขุมนรก.. ผู้เกิดมีมากมายต้องได้รับโทษทัณฑ์และห้ำหั่นกันเอง เรียกว่า..สัตว์นรก.. แต่คนทั่วไปเรียกว่า “ผีนรก” 

         ๒. ติรัจฉานภูมิ คือ สัตว์ดิรัจฉานต่าง ๆ ทุกชนิด มีอยู่ทั่วไป มีร่างกายต่างจากมนุษย์ ทุกข์ทรมาน ปรุงอาหารไม่ได้ มีทั้งใต้ดิน ในน้ำ บนบก

             ๑. ปิตติวิสัย คือ เปรตทั้งที่มีร่างและไม่ปรากฏร่าง บ้างก็เรียกว่า “ผีเปรต”

             ๒. อสุรกาย พวกที่มีกายอันคนเห็นแล้วสมเพช หรือ สยดสยอง ตนเองก็ไม่กล้าปรากฏต่อหน้าผู้คน ด้วยอายุสังขาร แต่ที่ปรากฏให้เห็นคนก็คิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด เป็นผี มีความทุกข์ทรมาน มีทั้งตายเร็วเกิดเร็วซ้ำซ้อน มีทั้งเกิดเร็วตายช้า บ้างก็เรียกว่า “ผีอสุรกาย”

ด.ญ.พอเพียง : โอ้โฮ ! น่ากลัวจังนะคะหลวงตา หนูกลัวจังเลยค่ะ

หลวงตา : กลัวก็อย่าทำชั่วสิลูก คราวนี้ลองดูเฉพาะพวกโกหกที่เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งหลวงตาจะแยกให้เห็นง่าย ๆ จากพฤติกรรมที่เป็นมนุษย์ชอบโกหก ครั้นเมื่อตายไปแล้วอกุศลจากบาปกรรมบันดาลให้เกิด ดังนี้....

         ขี้โกหก         ตายแล้วเกิดเป็นนกปากแข็ง

         ขี้นินทา        มรณาแล้วเป็นอีแร้งกินซากผี

         บ่อนทำลาย    ตายแล้วเกิดเป็นปลวกพวกกาลี

         พูดความไม่ดี  สิ้นชีวีเป็นแมลงวันดูกันไว้

         ชอบเป่าหู      เกิดเป็นยุงมุ่งตอมหู

         ชอบอวดรู้     นกเขาแน่ยากแก้ไข

         ขัน “กูรู้”      เขาเรียกเจ้านกเขาไฟ

         ขี้โม้             ได้เป็นหอยปูอยู่โคลน-เลน

ด.ช.ใฝ่ดี : คราวนี้เห็นหรือยังว่าการโกหกมีผลไม่ดีอย่างไร พูดจริงดีกว่านะ

หลวงตา : อย่าว่าแต่โกหกด้วยปากของตนเองเลย แม้แต่การโกหกด้วยปากกาคือการเขียนประเภทต่าง ๆ ก็ต้องได้รับกรรม และกรรมที่หนักที่สุดของการโกหก คือ...

         ๑. ทำลายความสามัคคีของหมู่คณะ สังคม ที่ผู้คนอยู่ด้วยศีลธรรม ให้เกิดแตกแยกกัน วิวาทบาดหมางกัน แม้แต่พระยุยงให้พระสงฆ์แตกแยกกัน เรียกว่า “สังฆเภท”

         ๒. การโกหกเพื่อฉ้อโกงผู้อื่นให้เสียทรัพย์สิน หรือทำลายชื่อเสียง

         ๓. การโกหกด้วยการใส่ร้ายป้ายสีคนดีด้วยเรื่องไม่เป็นจริง เช่น การทำใบปลิว การโฆษณาชวนเชื่อ การกระพือข่าวลือตามผู้ทำลาย

         ๔. การโกหกพ่อแม่แล้วไปทำชั่ว หรือ การทำชั่วแล้วโกหกพ่อแม่

ด.ญ.พอเพียง : โอ๊ย ! หนูยิ่งฟังก็ยิ่งกลัวเจ้าค่ะ เอาละหนูจะพูดแต่ความเป็นจริงค่ะ แต่หนูควรจะไปบอกครูไหมคะ ?

หลวงตา : ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวหลวงตาจะเรียกครูมาพบ ถ้าครูเสียทรัพย์มากก็อาจหาทางใช้ให้ ส่วนเด็กที่ขโมยเงินจากกระเป๋าครูไป หลวงตาจะเรียกผู้ปกครองและเด็กมาพบ ถ้าเขาขโมยเพราะไม่มีกิน ก็คงต้องสงเคราะห์เขาด้วยอาหารบ้าง เงินบ้าง แต่ต้องให้เขาสำนึกว่าที่ทำนั้นเป็นบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขโมยเงินครูของตนเอง

หลวงตา : เอ้อ ! สังคมมนุษย์นี่มีเรื่องอะไร ๆ ให้เป็นปัญหามากมายเลยนะลูก แต่หลวงตาไม่กลัวหรอก เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก้ปัญหาทุกอย่างไว้แล้วอย่างถูกต้องแม่นยำ พระองค์จึงได้ชื่อว่า ”พระสัพพัญญู” คือ ผู้รู้สรรพศาสตร์-สรรพสิ่ง

ด.ช.ใฝ่ดี : เอาละพอเพียง ไปเข้าห้องเรียนเถอะ เรื่องอื่น ๆ หลวงตาของเราจัดการเอง พวกเรากราบขอบพระคุณหลวงตาอย่างสูงนะครับ

 

                                  พระเทพปฏิภาณวาที

                                      “เจ้าคุณพิพิธ”

(จากหนังสือ “เด็กกลุ้ม หลวงตาแก้ [เด็กมีปัญหาหลวงตาเทศนาแก้ไข] หนังสือในโครงการ ศีลธรรมของยุวชนคือสันติภาพของโลก เล่ม ๓ ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม)


อ่าน : 0

แชร์ :


เขียนความคิดเห็น