ราคารวม : ฿ 0.00
เด็กชายใฝ่ดีมีท่าทางอึดอัดใจและเครียดๆ เมื่อไหว้สามเณรหนุ่ยที่กำลังรดน้ำต้นไม้ เด็กชายใฝ่ดีจึงพูดว่า.. “หลวงพี่เณรครับ ช่วยผมตัดสินใจหน่อยเถอะครับ ผมอึดอัดใจมากเลยครับ”
เณรหนุ่ย : ใฝ่ดี... ยังไม่รู้ปัญหาเลย อยู่ดี ๆ ก็ให้ตัดสิน มีอะไรขอให้พูดมาก่อน
ด.ช.ใฝ่ดี : อ๋อ คืออย่างนี้ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เวลาเล่นกันทีไรชอบเล่นโกงผมเรื่อย เวลาทำงานโรงเรียนก็เอาเปรียบผม ให้ผมทำก่อนหรือมากกว่าครับ
เณรหนุ่ย : ใฝ่ดี เราก็เลี่ยงที่จะเล่นกับเขาก็ได้ หรือเราไม่ทำอย่างที่เขาบอก
ด.ช.ใฝ่ดี : โอ๊ย...ไม่ได้หรอกครับ ตัวเขาใหญ่กว่า เขาก็รังแกเอาอีก จะแก้ไขอย่างไรดี
เณรหนุ่ย : เอาอย่างนี้ เณรจะพาไปปรึกษาหลวงตา ให้หลวงตาหาทางออกให้ เพราะผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์มากกว่า
หลวงตากำลังเดินด้อมๆ มองๆ ตามกอไผ่ ต้องเงยหน้าขึ้นมา สามเณรหนุ่ยพาเด็กชายใฝ่ดีเข้ามาหา
เณรหนุ่ย : ขอโอกาสสอบถามหลวงตาครับ ว่าแต่หลวงตากำลังมองหาอะไรครับ ?
หลวงตา : หาลูกไก่ตัวหนึ่งมันหายไปไหนไม่รู้ แม่ของมันก็ตามหาอยู่ หลวงตาสงสัยว่ามันหลงอยู่แถวๆ กอไผ่นี้หรือเปล่าก็เลยลองช่วยแม่มันหา
ด.ช.ใฝ่ดี : ไก่มันคงไม่ได้ห่วงอะไรหรอกครับหลวงตา
หลวงตา : อย่าดูถูกสัตว์นะลูก แม่ไก่น่ะน่าสงสาร มีลูกทีเดียวหลายๆ ตัว ไม่เหมือนคน ออกมาเกินหนึ่งคนก็บ่นกันตายแล้ว แต่แม่ไก่ไม่มีนมให้ลูกกิน ครั้นพาลูกไปหากินก็ต้องระวังล่างระวังบน ไหนหมาแมวจ้องกัดกิน งูก็จ้องกินลูกไก่ บนฟ้าก็มีเหยี่ยว หลวงตาเห็นแล้วสงสาร แต่ครั้นจะทำกรงเลี้ยงก็ผิดธรรมชาติ เดี๋ยวโตขึ้นมาหากินไม่เป็นเท่ากับเราสร้างกรรมให้สัตว์
: เอ้า... ช่วยกันหาหน่อยเถอะ
เณรหนุ่ย : ผมเจอแล้วครับ มันเกาะกิ่งไม้หลับอยู่นี่ครับ ผมจับไปให้แม่มันนะครับ
หลวงตา : ดีมาก อย่าลืมดูตอนแม่มันเจอลูกมันนะว่ามันดีใจขนาดไหน แล้วขอให้รู้ว่านั่นแหละหัวอกของแม่ แล้วเก็บเรื่องเอาไว้ประกอบเวลาเณรไปเทศน์ให้เด็ก ๆ ฟังว่า อย่าเถลไถลให้แม่เป็นห่วง
หลวงตา : เอ้า...ใฝ่ดี มีอะไรหรือลูก หน้าตาเครียดเชียว ยิ้มหน่อยก็ได้
- ยิ้มเป็นเครื่องประดับใบหน้า
- ยิ้มเป็นภาษาไมตรีจิต
- ยิ้มทำลายความเครียดทุกอย่างในชีวิต
- ยิ้มทำให้คนใกล้ชิดมีความสุข
เด็กชายใฝ่ดียิ้มตามที่หลวงตาสอน แล้วเล่าเรื่องของเพื่อนคนนั้นให้ฟัง ขณะนั้นสามเณรหนุ่ยได้มายืนฟังอยู่ด้วย
หลวงตา : อือม..! ว่าแต่เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้มองเพื่อนคนนั้นในด้านลบ
ด.ช.ใฝ่ดี : เปล่าครับ แต่ผมอึดอัดใจมานานแล้วครับ จะฟ้องครู เขาก็ขู่เอาด้วยว่าจะตบจะเตะผม
หลวงตา : นี่แหละที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า....
นัตถิ พาเล สะหายะตา
(นตฺถิ พาเล สหายตา)
ความเป็นสหายไม่มีในคนพาล
หลวงตา : ความจริงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงเรื่องคนพาลไว้มาก และแจกแจงลักษณะของคนพาลรวมทั้งปาปมิตรเอาไว้ แต่สำหรับวันนี้หลวงตาขอให้พวกเธอจำเพียงสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า....
- คนพาลปรารถนาดีเพื่อตัว
- คนชั่วปรารถนาความสุขแห่งตน
- คบคนเลวคนชั่วพาตัวให้ขัดสน
- คนชั่วดึงคนที่ตนคบให้พบความทุกข์และวิบัติ
หลวงตา : หลวงตาอยากบอกให้รู้ว่าคนเราบางทีก็ต้องทนให้คนเขาเอาเปรียบ ทนให้เหมือนหญ้าแพรก ทนทั้งแดด ฝน ลม เท้าคนเท้าสัตว์ แต่หญ้าแพรกก็ไม่ตาย ข้อนี้ฉันใด การสั่งสม “ขันติ” คือ....
- ร่างกายทนทานต่อการกระทบกระแทก
- จิตใจทนทานต่อการกระทบกระทั่ง
เป็นการสั่งสมพลังในการต่อสู้ชีวิต
หลวงตา : หลวงตาฟังทั้งหมดแล้วไม่ได้สงสารเธอเลย แต่กลับสงสารเพื่อนเธอคนนั้น ต่อไป เขาจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร ในเมื่อเพื่อน ๆ ในโรงเรียนเกลียดเขาเสียแล้ว และ....
การเอาเปรียบงานในโรงเรียน
หรือ
การเอาเปรียบงานในโรงงาน
คือ
การฝังสันดานของการถูกลงโทษ
คือ
การเดินทางชีวิตสู่ความเป็นคนชั่วโฉด
คือ
การปูทางสู่การต้องโทษติดคุกตะราง
เณรหนุ่ย : แล้วจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ?
หลวงตา : ไม่ต้องแก้ไขที่คนอื่นหรอก มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ขอให้มองอนาคตของเพื่อนแบบนี้ว่าน่าสงสารอย่างที่หลวงตากล่าวข้างต้น ส่วนวิธีจะพ้นจากเพื่อนประเภทนี้ คือ เวลาว่างช่วยงานครู เวลาว่างขลุกอยู่ในห้องสมุด
หลวงตา : อยากหนีเพื่อนเลว เธอต้องเรียนหนังสือให้เก่งเข้าไว้ เวลาแยกห้องเรียนเธอก็จะได้อยู่ห้องอื่น แล้วต่อจากนั้นเมื่อเวลาจบ ป. ๖ ต้องสอบเข้า ม. ๑ ในโรงเรียนอื่น เธอสอบได้โรงเรียนดังก็พ้นเพื่อนแบบนี้แล้ว อีกทั้งต่อไปภายภาคหน้า ความเจริญในหน้าที่การงานก็จะทำให้พลัดพรากกันไป
ด.ช.ใฝ่ดี : ผมกราบขอบพระคุณหลวงตาครับ ผมเข้าใจแล้วครับ หายเครียดแล้ว
เณรหนุ่ย : ถ้าอย่างนั้นก็ลาหลวงตากลับกันเถอะ ป่านนี้คุณพ่อคุณแม่ของใฝ่ดีคงชะเง้อคอคอยเหมือนแม่ไก่คอยลูกเจี๊ยบแล้วละ
ด.ช.ใฝ่ดี : กราบลาหลวงตาแล้วครับ
พระเทพปฏิภาณวาที
“เจ้าคุณพิพิธ”
(จากหนังสือ “เด็กกลุ้ม หลวงตาแก้ [เด็กมีปัญหาหลวงตาเทศนาแก้ไข] หนังสือในโครงการ ศีลธรรมของยุวชนคือสันติภาพของโลก เล่ม ๔ ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม)

แชร์ :
เขียนความคิดเห็น