ตอนที่ 334 : ยั้งใจไม่อยู่

เณรหนุ่ยกำลังชื่นชมกับต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบ ๆ ลานวัด ซึ่งเกิดจากเมล็ดของผลไม้ที่ฉันแล้วนำ มาปลูก แต่ก็ต้องหยุดการชื่นชมเพียงเท่านั้น แล้วหันไปตามเสียงของเด็กชายใฝ่ดีที่ส่งเสียงดัง มา….

 

ด.ช.ใฝ่ดี : พี่เณรหนุ่ย ๆ ช่วยผมด้วยครับ ! 

เณรหนุ่ย : อ้าว ! ว่ายังไง มีเรื่องอะไรล่ะ…ใฝ่ดี ?

ด.ช. ใฝ่ดี : ก็วันนี้เพื่อนที่โรงเรียนเขาล้อชื่อพ่อแม่ผมครับ ผมโมโหทนไม่ไหวก็เลยต่อยเพื่อนไปทีหนึ่งแล้วรู้สึกไม่ดี จึงมาหาพี่เณรหนุ่ยนี่แหละครับ

เณรหนุ่ย : ใฝ่ดีถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยหรือ อย่างนี้ต้องพาไปให้หลวงตาเทศน์เสียแล้วล่ะ ไปกันเถอะ ! 

เณรหนุ่ย : กราบหลวงตาครับ... ผมพาใฝ่ดีมาหาหลวงตา เขากำลังอยู่ในอารมณ์ ๒ อารมณ์ คือ ทั้งโกรธทั้งเสียใจ

         เณรหนุ่ยเล่าให้หลวงตาฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

หลวงตา : ใฝ่ดี.. หน้าตายุ่งไปหมดแล้ว ต่อยเขาแล้วเราสบายใจหรือเปล่า ?

ด.ช.ใฝ่ดี : ไม่สบายใจครับ แต่มันยั้งใจไม่อยู่ครับหลวงตา เล่นอย่างอื่นด่าอย่างอื่นพอทนได้ แต่ด่าพ่อแม่ ล้อชื่อพ่อแม่ผมทนไม่ได้ครับ

หลวงตา : คนที่เราต่อยน่ะเป็นใครหรือ ?

ด.ช.ใฝ่ดี : ก็เป็นเพื่อนกันนี่แหละครับ จึงรู้ชื่อพ่อแม่ผมครับ

หลวงตา : นั่นน่ะสิ มันต้องมีอะไรก่อนที่จะเอาชื่อพ่อแม่มาล้อเล่นกัน หลวงตาขอบอกในเบื้องต้นนี้ก่อนว่า...

         ๑. เขาลบหลู่ชื่อพ่อแม่เรา เขาเป็นคนบาป

         ๒. เราทำให้เขาด่าชื่อพ่อแม่เรา เราทำบาป

หลวงตา :  ขอให้จำตั้งแต่บัดนี้ไปว่า....

         - ชื่อพ่อแม่ควรเอาไว้สรรเสริญ

         - ถ้าเด็กคนใดเลวอย่าด่าว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน”

         - ต้องตำหนิว่า “พ่อแม่สอนแล้วไม่จำ”

เณรหนุ่ย : หลวงตาครับ ผมจำพุทธภาษิตที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า...

                  อะนัตถะชะนะโน  โกโธ

                    (อนตฺถชนโน โกโธ)

                 ความโกรธก่อความพินาศ

ใฝ่ดี : แสดงว่าใฝ่ดีก่อความพินาศให้คนอื่นแล้วใช่ไหมครับ ?

หลวงตา : อย่าเพ่อตัดสินว่าใครพินาศ ใครเสียเปรียบใครได้เปรียบ ลองมาพิจารณาช้า ๆ อย่างถี่ถ้วนทุกกระบวนความดูซิว่า...ความโกรธให้ผลร้ายอะไรบ้าง...

         ๑. เสียบุคลิกทางร่างกาย

         ๒. ทำลายสุขภาพจิต

         ๓. ทำลายปัญญา และ ความคิด

         ๔. ความเป็นมิตรถูกตัดขาด

         ๕. คิดฟันฟาดฝ่ายตรงข้าม

         ๖. ก่อคดีความด้วยการวิวาท

         ๗. กำจัดผู้อื่นด้วยการพิฆาต

         ๘. อนาคตพินาศติดคุกตะราง

ด.ช.ใฝ่ดี : ทำไมความโกรธจึงให้ผลร้ายเป็นความพินาศถึง ๘ ประการเชียวครับ ดูมันช่างมากมายเสียจริง ๆ

หลวงตา : แล้วมีข้อไหนไม่จริงบ้างเล่า นี่ยังไม่ละเอียดมากพอนะ แล้วยังไม่ได้ยกตัวอย่างของแต่ละเรื่อง ๆ ทั้งที่อยู่ในพระไตรปิฏก และที่เกิดกับชีวิตคนทั่วไป ลองคิดดูว่า...

          - ป่านนี้เพื่อนของเธอคนนั้นเขาคิดอย่างไร ?

          - ถ้าพรุ่งนี้เจอกันอะไรจะเกิดขึ้น ?

          - หน้าตาเขาบวมแล้วกลับบ้าน เมื่อพ่อแม่เขาถามเขาจะตอบอย่างไร ?

          - พ่อแม่ของเขาคิดอะไรต่อเราและพ่อแม่เรา ?

           - ถ้าเกี่ยวเนื่องผูกพันกันไปจนถึงโตเป็นผู้ใหญ่ ความพินาศอะไรเกิดขึ้นบ้าง ?

หลวงตา : ตั้งใจฟังนะว่าความโกรธมันก่อความพินาศอย่างไรบ้าง ? หลวงตาเคยอ่านหนังสือ นานแล้ว เล่าพอที่จำได้นะ เรื่องมีอยู่ว่า... 

         “มีหมู่บ้านตั้งอยู่ริมคลองทั้ง ๒ ฟากคลอง ไปมาหาสู่กันด้วยความสุข นักเรียนก็เรียนโรงเรียนเดียวกัน ทำบุญวัดเดียวกัน มีงานศพ สวด บวช แต่ง ต่างสามัคคี  ร่วมแรงร่วมใจกัน มีสะพานข้ามคลองไปมาหาสู่กัน 

         อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่ค้าหาบน้ำผึ้งมาขาย เดินข้ามสะพาน น้ำผึ้งหยดหนึ่งก็ไหลหยดบนราวสะพาน แม่ค้าผ่านไปแล้ว แมลงวันตัวหนึ่งตอมน้ำผึ้ง จิ้งจกอยู่บนสะพานก็ฉกงับแมลงวัน แมวตัวหนึ่งซึ่งอยู่อีกฟากคลองตะปบจิ้งจกกิน หมาของบ้านฟากนี้กัดแมว พอเด็กเจ้าของแมวได้ยินเสียงแมวร้อง ก็พากันไล่ตีหมา เด็กเจ้าของหมาก็ชกกับเด็กเจ้าของแมว พ่อแม่เด็กเจ้าของแมวก็ไล่ตีเด็กเจ้าของหมา พ่อแม่เด็กเจ้าของหมาก็ชกต่อยตีกับพ่อแม่ของเด็กเจ้าของแมว บรรดาญาติของทั้ง ๒ ฝ่ายก็ตีกันบนสะพาน สะพานหักลง ต่างคนต่างว่ายน้ำลอยคอกลับบ้าน

         เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อพระจะไปบิณฑบาตก็ไม่สามารถข้ามคลองได้ ชาวบ้านก็ไปฟ้องพระที่ตนเองนับถือ พระก็เข้าข้างชาวบ้านที่ตนเองรับบาตรและโปรดปราน พระก็เลยทะเลาะกันชกต่อยกัน ชาวบ้านก็เลยไล่พระที่ไม่เข้าข้างตนให้ไปอยู่กับชาวบ้านอีกฟากหนึ่ง จึงเกิดเป็นวัดนอก วัดใน เด็กเคยไปโรงเรียนก็ไปไม่ได้ ครูซึ่งเป็นญาติกับชาวบ้านอยู่ฟากไหนก็เข้าข้างคนฟากนั้น ครูก็เลยทะเลาะกันด้วย ต้องแยกโรงเรียน โรงเรียนใหม่ก็เกิดขึ้น โรงเรียนเก่าก็มีนักเรียนน้อยลง  การค้าขายก็ขาดสะบั้น ผีสางเทวดาซึ่งเป็นญาติของแต่ละฝ่ายก็ไม่ถูกกัน เพราะต่างฝ่ายก็ได้รับบุญกุศลของแต่ละฝ่าย..!” 

เณรหนุ่ย : เรื่องนี้หรือเปล่าครับที่เรียกว่า “น้ำผึ้งหยดเดียว” ?

หลวงตา : ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ

ด.ช.ใฝ่ดี : ความโกรธก่อความพินาศอย่างคาดไม่ถึงเลยนะครับ แล้วคราวนี้ผมควรจะทำอย่างไรดีเล่าครับ

หลวงตา : การทำผิดอะไรนั้น เมื่อรู้สึกว่าผิดแล้ว สิ่งที่จะตัดเวรตัดกรรมก็คือการขอขมาลาโทษ ใครขอขมาลาโทษก่อนคนนั้นตัดเวรตัดกรรม ตัดความพินาศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

หลวงตา : เอาอย่างนี้ ไปกับหลวงตา ใฝ่ดีไปเองคงไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย มาเถอะ หลวงตาจะไปเป็นนายประกันให้ ขืนปล่อยเธอไปเองหรือให้พ่อแม่เธอไปกันเอง แทนที่เรื่องจะสงบ จะกลายเป็นปะทุ

  : เณรหนุ่ย เตรียมน้ำมนต์ไปด้วย จะเอาไปดับโทสะ บำรุงความสามัคคี

เณรหนุ่ย : ครับ...หลวงตา อ้าว ! ใฝ่ดีถือขันน้ำมนต์ตามมา มือถูกบาตรน้ำมนต์ใจจะเย็นขึ้น แล้วอย่าสะดุดพื้นดินจนบาตรน้ำมนต์ตกนะ...บาป

หลวงตา :  มัวแต่สอนอยู่นั่นแหละ ไปเถอะ...หลวงพ่อเณรหนุ่ย...!

 

                                           พระเทพปฏิภาณวาที

                                               “เจ้าคุณพิพิธ”

(จากหนังสือ “เด็กกลุ้ม หลวงตาแก้ [เด็กมีปัญหาหลวงตาเทศนาแก้ไข] หนังสือในโครงการ ศีลธรรมของยุวชนคือสันติภาพของโลก เล่ม ๓ ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม)

 


อ่าน : 0

แชร์ :


เขียนความคิดเห็น