ตอนที่ 16 : เดือนมหาสงกรานต์ เมษายน 2569

บันทึกการเดินทาง 

เดือนมหาสงกรานต์ เมษายน 2569  

 

By: รณยุทธ์ จิตรดอน  

     วันที่ 1 เมษายน อยู่บ้านชื่นชมดอกไม้และไม้ผลที่ปลูกไว้รอบบ้าน โดยเฉพาะต้นมัลเบอร์รี่ที่นอกจากผลรับประทานแล้วมีประโยชน์เหมือนผลเบอร์รี่ทั้งหลายแล้ว ใบแก่ยังเก็บต้มดื่มแทนชาได้อีก  

     เห็นมีคณะสถาปนิกและออกแบบมาถ่ายรูปตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นกระทั่งพระอาทิตย์ตก เพื่อนำผลงานบ้านน้องสาว (ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ) ที่เป็นอาคาร 3 ชั้น 900 ตร.ม. ซึ่งอยู่ติดกัน เพิ่งสร้างเสร็จ ออกโฆษณาใน  YouTube จึงเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย  

     ข้อเสนอจัดตั้ง“คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ยังอุ่นๆ อยู ่ ก็เห็นข่าวรัฐบาลมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว    

https://www.thairath.co.th/news/politic/2924031  

     วันที่ 2 เมษายน เป็นวันพระ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 จัดภัตตาคารเพล (ข้าวหมกไก่, ข้าวผัดกุ้ง,ข้าวผัดอเมริกัน, ปีกไก่ย่าง, ส้มสายน้ำผึ้ง และ นมถั่วเหลือง) 3 ชุด ถวายพระสงฆ์วัดเสมียนนารี เสร็จแล้วจัดน้ำวางหน้าพระมหามุนี รัตนโคดม และองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมกับพวงมาลัยดอกดาวเรือง หลวงพ่อฤาษี ที่โต๊ะหมู่ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำที่ตู้บูชา หลวงพ่อพระพุทธปาฏิหารย์ที่ตู้บูชา ขอพรให้งานประสบความสำเร็จราบรื่น สาธุ  

     วันที่ 7 เมษายน 2569  เวลา 14.00 นาฬิกา มีการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ  การเงิน และการคลังวุฒิสภา ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 331 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 9-10 เมษายน และจะมีตัวแทนของคณะกรรมาธิการอภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี 

     ซึ่งการเตรียมความพร้อมรับผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาเรื่อง“แนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่สมาชิกวุฒิสภาในวันที่มีการประชุมวุฒิสภา” รวมทั้งพิจารณาข้อร้องเรียนตรวจสอบการทำงานสนง.คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมอบให้คณะอนุกรรมาธิการตลาดทุนและธุรกิจประกันภัยพิจารณา  

การเตรียมความพร้อมรับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง  

     สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2569 ที่ลุกลามจนนำไปสู่การจัดตั้ง "War Room" ร่วมกันระหว่าง World Bank, IEA และ IMF สะท้อนถึงวิกฤตซัพพลายเชนที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 20% และปุ๋ย 1/3  ของโลก 

     นี่คือการวิเคราะห์และแนวทางการวางแผนรับมือแบ่งตามสถานการณ์ในครึ่งปีหลังและสิ้นปี 2569:  

1. วิเคราะห์ผลกระทบรายด้าน (สถานการณ์ปัจจุบัน - เมษายน 2569)  

• ราคาน้ำมัน: พุ่งสูงขึ้นกว่า 50-60% จากช่วงก่อนสงคราม (แตะระดับ $100 - $115 ต่อบาร์เรล)  

• ราคาอาหาร: FAO คาดการณ์ว่าราคาอาจสูงขึ้น 15-20% เนื่องจากต้นทุนขนส่งและการขาดแคลนวัตถุดิบ  

• ปุ๋ย: ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก และการส่งออกยูเรีย/แอมโมเนียจากอ่าวพ้นทางเรือถูกตัดขาด ราคาอาจพุ่งขึ้น 40-60%  

• ยารักษาโรค: เกิดการตึงตัวในซัพพลายเชนจากการขนส่งทางเรือที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ค่าขนส่งทางอากาศพุ่งสูงขึ้น 10-20%  

2. ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง 2569 (มิถุนายน - ธันวาคม)  

กรณีที่ 1: สงครามยุติลง (Base Case / Recovery)  หากมีการเจรจาสันติภาพและเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง:  

• การปรับตัวของราคา: ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็วแต่จะไม่กลับไปที่จุดเดิมทันที คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ $70 - $80 ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี  

• ปุ๋ยและเกษตร: จะเกิดอาการ "Slow Recovery" เนื่องจากรอบการผลิตปุ๋ยหยุดชะงักไปก่อนหน้า เกษตรกรยังต้องเผชิญต้นทุนสูงในฤดูกาลถัดไป  

• คำแนะนำ: รัฐบาลควรเร่งระบายสต็อกสินค้าควบคุมและลดภาษีนำเข้าปัจจัยการผลิตชั่วคราวเพื่อประคองราคาอาหารในช่วงรอยต่อ  

กรณีที่ 2: สงครามยืดเยื้อ (Prolonged Conflict)  

     หากการสู้รบยังคงอยู่และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน:  

• น้ำมัน: อาจพุ่งแตะ $130 - $150 ต่อบาร์เรล เกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) ทั่วโลก  

• อาหารและยา: จะเกิดการขาดแคลนในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสุทธิ (Net  Importers)  

• คำแนะนำ: ต้องใช้มาตรการ "Wartime Economy" เช่น การปันส่วน (Rationing) พลังงาน, การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนในประเทศ และการจัดทำเซฟโซนสำหรับคลังยาระดับชาติ  

3. การวางแผนรับมือสู่สิ้นปี 2569 (Long-term Strategy)  

     ไม่ว่าสงครามจะจบหรือไม่ โลกจะเข้าสู่ยุค "The Great Realignment" หรือการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่:  

     สรุปมุมมอง: สิ้นปี 2569 จะเป็นจุดวัดใจของเศรษฐกิจโลก หาก War Room ของ World Bank/IMF  สามารถประสานงานเพื่อกระจายทรัพยากรให้ประเทศยากจนได้ทันจะช่วยป้องกันวิกฤตหนี้สาธารณะซ้ำซ้อน  แต่สำหรับภาคธุรกิจ “ความยืดหยุ่น(Resilence)” จะสำคัญกว่า ”และสิทธิภาพ(Efficiency)” การมีซัพพลายเออร์สำรองนอกเขตขัดแย้งคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด  

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227964?anf=#  

     การพิจารณาความสอดคล้องระหว่าง ระเบียบโลกใหม่ (New World Order: NWO) และ เศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture/Economy) ภายใต้กรอบของ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) สามารถวิเคราะห์ได้ว่าทั้งสองสิ่งนี้คือการพยายามแสวงหา "ทางออก" 

     จากวิกฤตการณ์ของระบบเดิม แต่มุ่งเน้นไปในทิศทางที่ต่างระดับกัน ดังนี้ครับ  

1. New World Order ในฐานะ Paradigm Shift ของระเบียบโลก  

      ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ NWO คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง (เช่น จากขั้วอำนาจเดียวไปสู่หลายขั้วอำนาจ)  

• จาก Globalization สู่ Regionalization: กระบวนทัศน์เดิมมุ่งเน้นการค้าเสรีไร้พรมแดนที่คุมโดยมหาอำนาจเดียว แต่ NWO มักมาพร้อมกับการสร้างกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (เช่น BRICS) และการปกป้องผลประโยชน์ภายในภูมิภาค  

• ความมั่นคงที่ซับซ้อนขึ้น: ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยี Deglobalization) 

2. เศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ ในฐานะ Paradigm Shift ของการพัฒนา  

     ในขณะที่ NWO เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างระดับมหภาคของโลก เศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ (และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง) คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระดับรากฐานและการจัดการทรัพยากร  

• จาก "กำไรสูงสุด" สู่ "ภูมิคุ้มกัน": กระบวนทัศน์เดิม (Old Paradigm) เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกและแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของตลาดโลก  

• การพึ่งพาตนเอง: ทฤษฎีใหม่เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการสร้างความมั่นคงในระดับครัวเรือนและชุมชน (Self sufficiency) เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้แม้ระเบียบโลกจะสั่นคลอน  

3. จุดที่สอดคล้องกัน (Convergence)  

     หากมองผ่านเลนส์ของ Paradigm Shift ทั้งสองระบบมีความสอดคล้องกันในมิติของ "ความยืดหยุ่นและการปรับตัว" (Resilience) ดังนี้:  

4. บทสรุป: ความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์  

     ความสอดคล้องตามแนวทาง Paradigm Shift อยู่ที่การยอมรับว่า "ระบบเดิมที่เน้นการขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด (Efficiency & Growth) นั้นไม่ยั่งยืนอีกต่อไป"  เมื่อโลกเข้าสู่ NWO ที่มีความไม่แน่นอนสูง (Volatile) และมีการขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

     การนำเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่มาใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเกษตรกรรม แต่คือ ยุทธศาสตร์การสร้างฐานที่มั่นคงจากภายใน เพื่อรองรับแรงกระแทกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกใหม่ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในครั้งนี้ คือการย้ายจุดเน้นจาก "การเติบโตภายนอก" (External Growth) มาสู่  "ความเข้มแข็งภายใน" (Internal Strength) เพื่อให้สอดรับกับโลกที่แบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้นนั่นเอง  

     ท่าน สว.ปฏิมา จีระแพทย์ ส่งเพลง “ทฤษฎีใหม่” ที่ทำถวายในหลวงร.9 เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว ขอส่งต่อให้ทุกๆท่านให้ ระลึกปณิธานของท่านในยามวิกฤต  

https://youtu.be/zN-eDLRSnZ8?si=C8k431wZ5DbZi9Wh

     พิจารณาจากนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน (เมษายน 2569) และหลักการทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ขอสรุปการเปรียบเทียบและการวิเคราะห์เชิงลึกดังนี้:  

1. การบริหารจัดการราคาน้ำมัน: พ.ร.ก. กู้เงิน 150,000 ล้านบาท vs ทางเลือกอื่น  รัฐบาลเลือกใช้การออก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคา แต่ละทางเลือกมี "ผู้แบกรับภาระ" (Burden Bearer) ที่ต่างกัน 

     ดังนี้  มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์: การกู้เงินมาอุดหนุน (Subsidy) เป็นการบิดเบือนกลไกราคา (Price Distortion) ซึ่งอาจช่วยบรรเทาเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation) ได้ชั่วคราว แต่หากราคาน้ำมันโลกไม่ลดลงในระยะยาว จะกลายเป็นภาระทางการคลังที่หนักอึ้ง (Fiscal Burden)  

2. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 100,000 ล้านบาท กับภาวะ Liquidity Trap  ในทางทฤษฎี กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) คือสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำมากจนใกล้ 0% แต่การขยายตัวของสินเชื่อไม่เกิดขึ้น เพราะคนขาดความเชื่อมั่นและเลือกถือเงินสด (Liquidity Preference)  มากกว่าการลงทุน การกู้เงินมาทำ Soft Loan จะช่วยได้หรือไม่?  หากเราพิจารณาผ่านโมเดล IS-LMในภาวะ Liquidity Trap:  

• Monetary Policy Ineffective: การอัดฉีดเงินเข้าระบบธนาคาร (Shift LM curve) จะไม่ช่วยเพิ่ม GDP เพราะเส้น LM อยู่ในระนาบนอน (Horizontal)  

• Credit Crunch vs. Liquidity Trap: ปัจจุบันปัญหาของไทยอาจไม่ใช่ "ขาดสภาพคล่อง" (ธนาคารมีเงินล้น) แต่อยู่ที่ "ความเสี่ยงของลูกหนี้" (Credit Risk)ธนาคารจึงไม่กล้าปล่อยกู้ แม้จะมี Soft Loan ดอกเบี้ย 0.01%  ก็ตาม หากรัฐไม่เข้ามารับประกันความเสี่ยง (Credit Guarantee) ร่วมด้วย  

บทสรุปเชิงวิเคราะห์  

1. ถ้าเป็น Liquidity Trap แท้จริง: การทำ Soft Loan จะมี Low Multiplier Effect เพราะเงินจะไปติดอยู่ที่งบดุลของธนาคารพาณิชย์ หรือถูกนำไป Refinance หนี้เดิมมากกว่าการนำไปสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ New Investment)

2. แนวทางที่น่าจะเห็นผลกว่า: คือ Fiscal Expansion(นโยบายการคลังแบบขาดดุล) โดยการใช้จ่ายภาครัฐโดยตรง (Government Spending) เพื่อดึงเส้น IS ให้ขยับขวา ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มผลผลิต (Output) ได้มากกว่าการฝากความหวังไว้ที่กลไกสินเชื่อในขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนยังติดลบ  

      ในฐานะที่คุณทำงานด้านนโยบายการเงินและการค้า คุณมองว่าการนำเงิน 1 แสนล้านนี้ไปทำ Credit  Guarantee Schemes (ผ่าน บสย.) จะให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่าการทำ Soft Loan โดยตรงในสภาวะที่แบงก์กลัว หนี้เสีย (NPL) หรือไม่ https://www.thansettakij.com/economy/656033  

     วันที่ 13 เมษายน สรงน้ำพระรับปีใหม่เพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย โดยน้ำที่ใช้เป็นน้ำใสสะอาดใส่น้ำอบไทย สรงทุกองค์ทั้งบนโต๊ะหมู่ ตู้บูชาทั้งในบ้าน และหลังบ้าน และองค์พระมหามุนีรัตนโคดม ลานบ้าน  

     ทุกครั้งที่มีโอกาส จะร่วมเป็นเจ้าภาพงานบุญวัดไตรมิตรวิทยาราม และวันที่ 15 เมษายน วันมหาสงกรานต์ เถลิงศกปีใหม่  เริ่มต้นประมาณ 10:00 นจุดเทียนแดงนำชัยเปิดเส้นทางชีวิต สวดสรรเสริญพระรัตนตรัย สวดชัยมงคลคาถา สวดคาถาชินบัญชร ตามด้วยสวดบูชาท้าวเวสสุสรรณ 9 จบ 

     และอาราธนา “ขอให้บุญกุศลที่สร้างมาแต่ชาติปางก่อน ส่งผลให้รุ่งเรือง ให้มั่งคั่ง และขอให้บุญนี้ส่งต่อยังผู้มีเมตตาทั้งหลายด้วย”  เสร็จแล้วเลือกไปทานกลางวันที่ MK Suki ใกล้บ้าน ใช้คะแนน บัตร KTC 1,299 คะแนน + จ่ายเพิ่มอีก 149 บาท ก็อิ่มแปล้แล้ว สุขสันต์วันปีใหม่  

     วันที่ 20 เมษายน เดินทางไปทำธุระที่ตัวเมืองนครราชสีมา แวะเข้าไปทานข้าวกลางวันที่“ขนมบ้านคุณย่า-เฉลิมวัฒนา” หน้าอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี แล้วจึงแวะเข้าบ้านในตัวเมืองไหว้ศาลพระภูมิ ร้าน“ขนมบ้านคุณย่า” ที่คุณแพรฯ ปลุกปั้นมากระทั่งปัจจุบันมีถึง 60 สาขา (ไม่เฉพาะอีสานเท่านั้น ยังมีที่กรุงเทพถึง 3 สาขาด้วย) 

     ช่วงนี้จึงต้องมาเฝ้าร้านเปิดใหม่ เชี่ยวชาญการทอดอยู่แล้ว เปิดร้านใหม่ขายพวก ไก่ทอด หมูทอด  ส้มตำ ใช้ชื่อว่า “มหาดไทย” โดย ขนมบ้านคุณย่า เป็นร้านขายอาหารร้านที่ 2 แต่งภายในร้านโอ่โถง เพราะสร้างไว้แต่แรกเป็น 1 ชั้นครี่ง บรรยากาศน่านั่งแอร์เย็นฉ่ำ  

     วันที่ 21  เมษายน 2569  เวลา 14. 00 นาฬิกา มีประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 9/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 331 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา พิจารณาศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 

     โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยได้ทำสรุป แผนงานเยียวยาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ดร.รณยุทธ์ จิตรดอน 

     ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา  

     แนวทางที่จะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตและกระตุ้นเศรษฐกิจ นั้นจะพยายามให้อยู่ในกรอบนโยบายของรัฐบาล โดยออกพ.ร.บ.การโอนเงินงบประมาณคาดว่าจะได้เงินราว 100,000 ลบ. และออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(soft loan) วงเงินรวมประมาณ 30,000 ลบ. โดยเบื้องต้น สินเชื่อจะนำไปรองรับโครงการ ได้แก่  

1.โครงการรถเก่าแลกรถใหม่(EV+Hybrid)  

2.ติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน(Solar Rooftop) แล้วขายไฟคืนให้กับรัฐและสำหรับโครงการอื่น  

3 เรื่องที่ดิน เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้อยู่แล้ว เพราะได้เคยมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง“กำหนดจังหวัดทั่วประเทศสำรวจรังวัดทำแผนที่ เพื่อออกโฉนดที่ดิน ปี งบประมาณ พ.ศ.2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2568  แต่การดำเนินการลงพื้นที่สำรวจรังวัดเป็นไปช้ามาก ขอให้รัฐบาลเร่งรัดจัดสรรงบประมาณให้จนท.ศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดลงพื้นที่โดยเร็วด้วย  

4.ปรับโครงสร้างการเกษตร และผลิตผลการเกษตรให้สอดคล้องกับการเพิ่มการผลิตพลังงานทดแทน เช่นที่อ้างถึงในข้อเสนอของสว.พงษ์ศักดิ์ เช่นการเปลี่ยนการทำนาข้าวเป็นสวนปาร์มน้ำมัน หรือ การผลิตน้ำมันปาล์มเป็นเกรดเชื้อเพลิง เป็นต้น  

5.แรงงาน เพื่อเร่งรัดนโยบายรัฐบาลที่ฝึกอบรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรม ESG ทั้ง upskill และ reskill เข้าใจว่า อยู่ในแผนงานของรัฐบาลที่จะขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว  

6. ในส่วนที่เป็นหนี้เสีย การที่รัฐบาลมีนโยบายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อหนี้เสียไปบริหารยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้เสียได้ครบถ้วน ควรให้แรงจูงใจลูกหนี้ โดยให้ตัดหนี้เสีย(Haircut) ให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ให้ครบถ้วน  เพื่อมาเริ่มธุรกิจใหม่ได้  

     ข้อเสนอนี้ หลายโครงการรัฐบาลมีนโยบายอยู่แล้ว เพียงแต่เร่งรัดให้เกิดผลในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ และไม่ต้องใช้เงินเกินกว่าที่รัฐบารมีแผนการใช้เงินอยู่แล้ว  

https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229235?anf=  

     วันที่ 22 เมษายน เวลา 17.00 น. ได้เข้า Zoom เพื่อดูการถ่ายทอดออนไลน์ พิธีถวายมหาสังฆทาน แด่คณะสงฆ์ 40,000 กว่าวัดทั่วประเทศ เนื่องในวันคุ้มครองโลก ที่วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี โดยมี พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโอรสาราม เป็นประธานในพิธี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการ จังหวัดปทุมธานี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมทั้ง ข้าราชการในจังหวัดปทุมธานี  พระภิกษุกว่า 80,000 รูป และสาธุชนกว่า 100,000 คน ร่วมในพิธี วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day 

     วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day เกิดขึ้นโดยวุฒิสภาชาวอเมริกันชื่อ Gaylord Nelson ที่ได้รณรงค์ให้ ชาวอเมริกันร่วมมือกันรักษาคุ้มครองโลก ในส่วนของพระพุทธศาสนานั้นองค์กรยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก  (ยพสล.) มีมติให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น “วันธรรมะคุ้มครองโลก” ภายใต้คำขวัญ “Clean The  World, Clean The Mind” เพราะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าที่สุด คือ ใจของมนุษย์ ควรได้รับ การคุ้มครองรักษาให้สะอาดบริสุทธิ์  

     เย็นวันที่ 27 เมษายน ท่านสว. กัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นัดสว. ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่เลี้ยงวันเกิดให้สว.ที่มีวันเกิดเดือนนี้ ที่ร้านรถเสบียง สถานีรถไฟสามเสน และสำหรับการค้าส่งออกสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ สถาบันเอฟเคไอไอ ได้จัดสัมมนาและลงนามMOU ที่สวนไผ่ ทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา  

     วันที่ 28  เมษายน 2569  เวลา 14. 00 นาฬิกานัดการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 10/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 331 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา  

1.พิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของการออกพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแผนการใช้เงินกู้ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เสถียรภาพการคลัง ตลอดจนระดับหนี้สาธารณะของประเทศ  โดยเชิญ ปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม แต่เนื่องจากแผนการใช้เงินกู้หลัง งบประมาณปี 2570 เสร็จแล้ว จึงเลื่อนการชี้แจงออกไปก่อน  

2. พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง (เรื่องร้องเรียน) และ 3. พิจารณารายงานสรุปผลการเดินทางไปศึกษาดูงาน ของคณะกรรมาธิการฯ ด่านศุลกากรสะเดา และจังหวัดสงขลาระหว่าง วันที่ 23-25 เมษายน 4.พิจารณาความคืบหน้าของคณะอนุกรรมาธิการด้านต่างๆ 

 

 


อ่าน : 0

แชร์ :


เขียนความคิดเห็น