ราคารวม : ฿ 0.00
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม เดินทางไปร่วมงานที่คุณวรัญญู โค้วรัชตะธนากร นายกสมาคมชาวเกษตรกรไทย ในฐานะตัวแทน Shanghai Cooperation Organization เลี้ยงต้อนรับคณะรองผู้ว่าการเมือง Chong Qing(Mr.Pan) และคณะ ที่ร้านเพลิน ถนนวิภาวดีรังสิต เดินทางมาเพื่อจัดซื้อสินค้าเกษตรไทย (ข้าว มะพร้าว ทุเรียน และพริกแห้ง จำนวนมาก ตามที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ประกาศว่าจะซื้อข้าวจากไทย 500,000 ตัน) โดยคณะที่มาเป็นตัวแทนของรัฐจึงจะจัดซื้อได้ โดยมีคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา เช่น ท่าน สว. นิชาภาฯ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ท่าน สว.ดร.มานะฯ และฝ่ายความมั่นคง คือ ท่าน พล.อ.เดชาฯ ร่วมด้วย เป็นการร่วมผลักดันส่งออกสินค้าเกษตร เสริมการทำงานของรัฐบาล
ขากลับแวะซื้อกับข้าวที่ตลาดประชานิเวศน์ ทั้งร้าน พรอาหารไทย ตำนานเคบับ ราดหน้าหลังห้อยเทียนเหลา และ บะหมี่ เกี๊ยว ร้านไชย หมูกรอบ เจ้าประจำได้กับข้าวครบ 3 มื้อ
https://thestandard.co/shanghai-cooperation-organisation-sco/

วันที่ 3 มีนาคม เป็นวันมาฆบูชา วัดเสมียนนารีมีพิธีสงฆ์ที่วิหาร ก่อนจะมีพิธีสวดมนต์ ได้นำชุดข้าวสารอาหารแห้ง 9 ชุดถวายท่านพระครูสาทรปริยัติคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี เจ้าคณะเขตจตุจักร เมื่อลงจากวิหารแล้วมีถังกองผ้าป่าสมทบทุนพระสงฆ์อาพาธ กลับถึงบ้านแล้วจุดธูป 9 ดอกที่หน้าพระมหามุนีรัตนโคดม และถวายพวงมาลัยดอกดาวเรืองหน้าองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม ถวายพวงมาลัยดอกพุทธ หน้าท้าวเวสสุวรรณ พวงมาลัยดอกดาวเรือง หลวงพ่อฤาษี ที่โต๊ะหมู่ พวงมาลัยดอกดาวเรืองหน้าหลวงพ่อสด ที่ตู้บูชา เพื่อให้โครงการบรรลุความสำเร็จ

งานตักบาตรพระ 10,000 รูปทำบุญเมืองโคราชเริ่มแต่เช้าวันที่ 8 มีนาคม จึงต้องมานอนรอที่โรงแรมฟอร์จูนโคราช ที่มาพักทุกครั้งถ้าห้องที่บ้านในเมืองไม่ว่าง รร.ก็จะจัดให้พักห้อง executive ถึงก็ทานข้าวต้มที่โรงแรม ห้องอาหารนี้เคยเป็นห้องอาหารจีน โรงแรมกำลัง renovate จึงเปลี่ยนมาใช้เป็นห้องอาหาร กับข้าวข้าวต้มเป็นยำไข่เค็ม กุนเชียงทอด และ ผัดผักรวม(ซูเปอรฟู้ด ดอกกล่ำ บล็อกเคอรี่ แครอท)ปลาเค็ม ได้เวลาเข้านอนหัวค่ำเพราะต้องตื่นไปตักบาตรแต่เช้ามืด

เริ่มต้นแต่เช้ามืดวันที่ 8 มีนาคม ร่วมบุญตักบาตร 10,000 รูป ทำบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ณ ลานย่าโม ตั้งแต่ 6:00 น. เป็น 1 ใน 3 จังหวัดเท่านั้นที่จัดตักบาตร 10,000 รูป เป็นประจำทุกปี อีก 2 จังหวัด คือ กาญจนบุรีและหาดใหญ่เท่านั้น ส่วนจังหวัดที่เพิ่งจัดตักบาตรพระ 11,250 รูป ที่นครศรีธรรมราช เมื่อต้นเดือนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเพื่อยื่นขอมรดกโลกเท่านั้น มิได้จัดทุกปี
ก่อนเริ่มพิธีได้เข้าไปกราบพระพรหมสิทธิ์ (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าคณะภาค 11 กรรมการมหาเถระสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ประธานในพิธี และถ่ายรูปร่วมกับผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในวันนี้ มีคุณจักพงษ์ ประจงจิตร มาร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในวันนี้ด้วย โดยของตักบาตรที่ได้ในวันนี้ จะมอบให้กับพระสงฆ์ที่มาร่วมตักบาตรในวันนี้ ให้คณะสงฆ์ 4 จังหวัดภาคใต้ และให้เป็นสาธารณะสงเคราะห์

เสร็จพิธีกลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมฟอร์จูนโคราช ที่พักกับคุณจักพงษ์ กว่าจะเสร็จกว่า 10:30 น. เข้าไปแล้ว จึงออกมาถวายมาลัยดอกดาวเรืองที่ศาลพระภูมิบ้านถนนมหาดไทย ในเมืองโคราช แวะซื้อกะหรี่พัฟที่ขึ้นชื่อที่สุดขณะนี้ จากร้าน“ขนมบ้านคุณย่า” ที่ว่าขึ้นชื่อที่สุดขณะนี้ เพราะมีถึง 52 สาขาแล้ว เพิ่งมาเปิดในกทม.ใหม่อีก 3 สาขา สำหรับอาหารเที่ยงแวะไปทานที่ร้าน“ขนมบ้านคุณย่า-เฉลิมวัฒนา” หน้าย่าโม อาหารกลางวันมื้อนี้อาจจะดูธรรมดา แต่รสชาดสุดยอด ทั้งขนมจีนซาวน้ำที่ใส่กุ้งเป็นตัวๆมาในกะทิ และแกงจืดซี่โครงหมูผักกาดดอง รสชาดรื่นคอจริงๆเพราะไม่ออกรสเกลือแสบคอ วันนี้กลับถึงบ้านกรุงเทพ หลัง 20:30 น.แล้ว

นัดการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 3/2569 ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 330 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา - พิจารณาศึกษาและติดตามเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
จากการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง (อิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐอเมริกา) โดยเชิญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย การดำเนินการ แนวทาง และปัญหาอุปสรรคในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ในพื้นที่ตะวันออกกลาง
แต่สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจลุกลามเป็นสงครามโลกแล้วจะมีหน่วยงานไหนที่จะดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะ “อาหารขาดแคลน” และ “คนจะมีชีวิตอยู่รอดได้” การศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาเป็นเพียงการวางแผน หากเช่นราคาน้ำมันเพิ่ม เป็น $120 จะมีผลเช่นไร เป็นเรื่องการคาดการณ์ในภาวะปกติเท่านั้น เราได้มีการเตรียมพร้อมรับมือจากภัยสงครามโลกเช่นไร ตัวอย่างความไม่พร้อมรับมือเหตุการณ์วิกฤติเช่น ไม่มีแผนเตรียมพร้อมวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเหตุให้สูญเสียชีวิตไปถึงหลายร้อยศพ เป็นต้น
เลิกประชุมเวลา 12:00 น.


บทความต่อไปนี้ เป็นบทความที่คุณพิพรรธบดี เตรียม 4 แผนงานเพิ่มเติม 3 นโยบายดร.เอกนิติ โดยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ ดร.รณยุทธ์ จิตรดอน เพื่อเตรียมสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เมื่อคราวประชุม วันที่ 10 กุมภาพันธ์ แต่เนื่องจากว่างเว้นการประชุมมากระทั่งสงครามอิหร่าน-อิสราเอล และสหรัฐ เกิดขึ้นเสียก่อน การเตรียมพร้อมที่ระดับความขัดแย้งลุกลามไปถึงอาวุธนิวเคลียร์ ผลกระทบสำคัญอาจไม่ใช่แค่การระเบิดในพื้นที่เป้าหมาย แต่คือควันเขม่าจากไฟไหม้เมืองจำนวนมาดที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้แสงแดดลดลงและอุณหภูมิโลกลดลง หรือที่เรียกว่า nuclear winter ซึ่งเชื่อมโยงตรงกับ“อาหาร” และ “ความอยู่รอด” ของคนทั่วโลก
4 แนวทางเสริมกันกับ 3 ประเด็นหลัก(ของท่านเอกนิติ) โดยเน้น partnership รัฐ-เอกชนและการวัดผลชัดเจน เพื่อให้ GDP เติบโต 2.5-3% ต่อปีใน 4 ปีข้างหน้า โดย พิพรรธบดี ยะมะหาร เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ ดร.รณยุทธ์ จิตรดอน ที่ปรึกษากิติมศักดิ์
นอกจาก 3 ประเด็นหลัก (โครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, การปฏิรูปกฎหมาย) ที่รัฐบาลเสนอ ข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ควรเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างลึก เช่น หนี้สิน, นวัตกรรม, การเงินสีเขียว และแรงงาน โดยอิงข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ (เจาะลึกเฉพาะเจาะจง พร้อมเป้าหมายวัดผล):
1. จัดการหนี้ครัวเรือนและขยายพื้นที่การเงิน (Fiscal Space):
สร้างหน่วยงานพิเศษซื้อหนี้เสียจากธนาคาร (Asset Management Company) เพื่อลดหนี้ครัวเรือนจากระดับ 90% ของ GDP ในปี 2026 ให้เหลือ 80% ภายใน 2 ปี พร้อมปรับนโยบายคลังโดยลดดอกเบี้ยหนี้รัฐและเพิ่มรายได้จากภาษีคาร์บอน เพื่อปลดล็อกงบลงทุนในสุขภาพและการศึกษา ส่งผลให้การบริโภคภายในเพิ่ม 1.5-2% ต่อปี และ GDP เติบโตยั่งยืนโดยไม่พึ่งหนี้ใหม่
2. ส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขันในอุตสาหกรรม (Innovation & Competition Enhancement):
ปฏิรูปกฎ FDI โดยลดข้อจำกัดในบริการและเทคโนโลยี ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ใน agritech, health tech และ AI เพื่อดึงดูดลงทุนเพิ่ม 2-3 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมตั้งกองทุน R&D ร่วมรัฐ-เอกชน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับ startups ใน BCG (Bio-Circular-Green) เช่น การเกษตรยั่งยืนและ waste management สร้างงานคุณภาพ 5 แสนตำแหน่งใน 4 ปี และเพิ่มผลิตภาพรวม 1-1.5% ต่อปี เพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
3. พัฒนาการเงินสีเขียวและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Green Finance & Climate Resilience):
ออกพันธบัตรเขียว (Green Bonds) มูลค่า 1 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนใน clean energy และ carbon trading scheme ให้สอดคล้องมาตรฐานสากลอย่าง CBAM ของ EU พร้อมโปรแกรม just transition สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดย reskilling ไปสู่ green manufacturing ลดการปล่อยคาร์บอน 20% ใน 4 ปี ส่งผลให้การส่งออกเพิ่ม 10-15% จากตลาดสีเขียว และเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
4. แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนและ aging society (Labor Shortage & Demographic Shift):
ขยายโปรแกรมรับแรงงาน displaced จากชายแดน (เช่น พม่ากว่า 4 หมื่นคน) เข้าภาค electronics และ agriculture พร้อมนโยบาย upskilling ผู้สูงอายุและดึงดูด talent ต่างชาติด้วยวีซ่า digital nomad เพิ่ม 1 แสนคนต่อปี ลดช่องว่างแรงงาน 20% ใน 2 ปี สร้างการเติบโต inclusive ลด inequality Gini จาก 0.36 เป็น 0.32 และเพิ่ม productivity ในบริการและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง
แนวทางเหล่านี้เสริมกันกับ 3 ประเด็นหลัก โดยเน้น partnership รัฐ-เอกชนและการวัดผลชัดเจน เพื่อให้ GDP เติบโต 2.5-3% ต่อปีใน 4 ปีข้างหน้า
ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ท่านดร.รณยุทธ์ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านแต่ไม่ทั้งหมดเลยที่เดียวครับ โดยเฉพาะความเสี่ยง crowding out effect ในบริบทเศรษฐศาสตร์ Keynesian ที่รัฐกู้เพิ่มอาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น หักล้างการลงทุนเอกชน (I) และเพิ่มหนี้สาธารณะ (ปัจจุบัน 65.1% ของ GDP คาดขึ้นถึง 68-69% ในปี 2027) แต่ในไทยปี 2026 ดอกเบี้ยต่ำ (BOT ลดเหลือ 1.25%) และ credit tight มาจาก household debt สูง (87.8% ของ GDP) มากกว่า public borrowing ดังนั้น crowding out อาจไม่รุนแรงเท่า แต่ยังเสี่ยง crowd out การใช้จ่ายอื่นๆ เช่น สังคมสงเคราะห์
# จุดแข็งของแนวคิดของท่านดร.:
- สมดุล GDP components:
เน้น C (consumption เช่น คนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้น demand ภายใน ท่ามกลาง debt service ratio >60%) + I (เร่งโครงการค้างท่อ 480,000 ล้านบาท เพื่อดึง FDI เพิ่มใน EV/digital) + (X-M) (boost export เช่น ข้าว 500,000 ตันไปจีน เพื่อชดเชย global trade uncertainty) ดีกว่าพึ่ง G ล้วนๆ ซึ่งอาจเพิ่ม deficit ถึง 4.3-4.5% ของ GDP
- หลีกเลี่ยง debt trap:
Public debt ใกล้เพดาน 70% หากกู้เพิ่มเพื่อ G อาจ limit fiscal space ในอนาคต ท่ามกลาง growth ชะลอเหลือ 1.6-2%
# ข้อจำกัดและทางเลือก:
Crowding out ในไทยปัจจุบันเกิดจาก interest cost บน debt (crowd out public spending อื่น) มากกว่า I โดยตรง ครับท่านดร.
ขออนุญาตแนะนำ hybridด้ วยความเคารพ : ใช้ G เฉพาะ targeted infrastructure (เช่น green projects) แต่ pair กับ debt restructuring (ตั้ง AMC ซื้อหนี้เสีย) เพื่อปลดล็อก C และ I โดยไม่เพิ่ม debt ใหม่ ส่งผล GDP +0.5-1% เพิ่มเติมในระยะสั้น
แนวคิดท่านดีมากครับ เพราะยั่งยืนกว่า G-heavy แต่ต้อง monitor political uncertainty ที่อาจชะลอ public investment แนะนำรัฐเน้น partnership รัฐ-เอกชน เพื่อ amplify I และ X โดยไม่พึ่งกู้..,
ผมเห็นด้วย กับการเพิ่มตัว C เพราะขณะนี้ การบริโภคของครัวเรือน มีสัดส่วนใน GDP ถึง 58% แล้ว แต่การเพิ่มตัว C โดยการลดแลกแจกแถม ตามที่ทำกันมานี้ ผมออกจะไม่เห็นด้วย เพราะการลดแลกแจกแถมเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ต้องนำเงินภาษีมาใช้ และไม่ยั่งยืน
ในบ้านเรา โครงสร้างภาษี ค่อนข้างเป็นภาษี เพื่อส่งเสริมธุรกิจ ไม่ใช่ภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ หรือ ไม่ใช่เพื่อการกระจายรายได้ไปสู่คนชั้นล่าง
ผมเห็นว่า แนวทางการเพิ่มตัว C ที่ยั่งยืน คือการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ ด้วยหลัก 3 แบ่งปัน คือแบ่งปันอำนาจ (อำนาจต่อรอง) แบ่งปันโอกาส (การศึกษา พัฒนาทักษะ
การมีอาชีพ) และแบ่งปันตลาด (ลดอำนาจทุนผูกขาด) เช่น ส่งเสริม ให้ชาวนาแปรรูปข้าวเปลือกขายข้าวสาร เปิดตลาดค้าย่อยให้อาชีพอิสระ ให้มีการปรับค่าจ้างแรงงาน ตามภาวะเงินเฟ้อ โดยคำนวณภาวะเงินเฟ้อล่วงหน้า หรือปีปัจจุบัน ไม่ใช่เอาอัตราเงินเฟ้อย้อนหลังมากำหนดค่าจ้าง เพราะการครองชีพปัจจุบัน มันไม่ได้อยู่กับภาวะเงินเฟ้อย้อนหลัง ส่งเสริมให้มีสถาบันการเงินดอกบี้ยต่ำเพื่อคนฐานราก เช่น ธนาคารของผู้ประกันตน (ธนาคารแรงงาน) เป็นต้น
เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งมั่นคง จะรองรับโครงสร้างที่ใหญ่โตและเข้มแข็งของเศรษฐกิจทั้งระบบ
การปรับโครงสร้างภาษี VAT โดยเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยอัตราสูง แต่เก็บภาษีสินค้าจำเป็น ในอัตราต่ำ เพิ่มเพดานภาษีกำไรธุรกิจ จาก 20 เป็น 25% เท่ากับประเทศจีน เหล่านี้ ก็จะเป็นเครื่องมือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มพลังการบริโภคของครัวเรือนอย่างยั่งยืน
หลังชนะเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ภูมิใจไทยชูยุทธศาสตร์ "Thailand 10 Plus" ดัน GDP โต 3%+ ผ่าน 4 แนวทางหลัก:
เติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth): คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลดค่าครองชีพ คุมค่าไฟ <3 บาท/หน่วย (งบ 6.3 หมื่นล้าน/ปี) แก้หนี้ประชาชน เปิดทะเบียนบัตรสวัสดิการใหม่ สูงวัยพลัส (จ้างผู้สูงอายุ ลดหย่อนภาษี 2 เท่า สูงสุด 3 หมื่นบาท) ชุมชนพลัส (สร้างงานท้องถิ่น ลดย้ายถิ่น)
เพิ่มขีดแข่งขัน (Competitive Growth):
เร่งลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) EV/AI มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Made in Thailand ผ่อน 300 บาท/เดือน Cloud First Policy สร้าง Data Center ทหารอาสา (เงินเดือน 12,000 บ./สัญญา 4 ปี) พยาบาลอาสา (15,000 บ./สัญญา 4 ปี) สร้างกำแพงชายแดน
ปฏิรูปการศึกษา:
เรียนฟรีจริง Skill Bridge ธนาคารหน่วยกิต เรียนได้ทุกที่/เวลา
ธนู 3 ดอก (จาก ดร.เอกนิติ รมว.คลัง): รับมือ 3 มรสุม โดย (1) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (พลังงานสะอาด FDI โต 20% แตะ 5.7 แสนล้าน PPP Floating Solar Low Carbon City) (2) ลงทุนทรัพยากรมนุษย์ (ปฏิรูปการศึกษา ดิจิทัล หักภาษีจ้างงาน) (3) ปลดล็อกกฎหมาย (Omnibus Law ปฏิรูปวีซ่า ลดขั้นตอนตั้งโรงงานจาก 2 ปี)
สภาพัฒน์เสนอ 5 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจ:
รักษาบรรยากาศการเมือง ลดหนี้ครัวเรือน สนับสนุน SMEs สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และแก้ปัญหาหนี้ยั่งยืน
นโยบายการเงิน
กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% (25 ก.พ. 2569) เพื่อบรรเทาหนี้ SMEs/ครัวเรือน สนับสนุนฟื้นตัวเศรษฐกิจ และยึดเงินเฟ้อ 1-3% คาดลดอีกครั้งกลางปีเหลือ 1% เป้าหมายนโยบายการเงิน: เสถียรภาพราคา ขยายตัวตามศักยภาพ เสถียรภาพระบบเงิน
นโยบายอื่นๆ ที่เด่น
ล้างทุนสีเทา: แบงก์ชาติคุมเข้ม เบิก/ถอนเงินสด >5 ล้านต้องชี้แจง คุม E-money/บัญชีม้า จำกัดโอนเงิน ลดเพดานเหลือ 3 ล้าน ตรวจทองคำ/แอปเทรด เพื่อปราบสแกมเมอร์ ฟอกเงิน สร้างระบบใสสะอาด ดึงลงทุนคุณภาพ
เครื่องยนต์ใหม่: ดัน EV (นโยบาย 30@30) AI Data Center เป็น EV Hub อาเซียน สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน
รัฐบาลมุ่งแก้เชิงโครงสร้าง เพิ่มรายได้รัฐ ปฏิรูปคลัง เร่งเบิกจ่ายงบ 2570 (ล่าช้า 3 เดือนจากเปลี่ยนรัฐบาล) เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สู่เติบโตยั่งยืน..,
วันที่ 15 มีนาคม ไปทำบุญที่วัดปากน้ำภาษีเจริญแล้ว เมื่อไปถึงได้ตรงเข้าไปกราบสรีระพระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) บนหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต วัดนี้มีทั้ง พระพุทธธรรมกายเทพมงคล และพระมหาเจดีย์มหารัชมงคล ตั้งอยู่กลางวัด เมื่อเริ่มพิธีประมาณ 15:00 น. จุดเทียน บาตรน้ำมนต์ พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ 12 ตำนาน อาทิ ธรรมจักรกัปปรัตนสูตร มงคลสูตร รัตนสูตร ยันทุน สักกตวา ถวายสังฆทาน ประพรมน้ำมนต์ ให้พร เสร็จพิธีประมาณ 15:30 น. เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต สาธุ

วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 มีการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา เวลา 14.00 นาฬิกา โดยมีววาระการประชุม
1. พิจารณารายงานสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภาในรอบปี พ.ศ. 2568 (ระหว่าง 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568)
2. พิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ
เมื่อคณะอนุกรรมาธิการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแล้ว ประธานฯได้เชิญให้แสดงความคิดเห็นที่นอกจากประเทศเผชิญกับสงครามการค้าแล้ว สงครามจริงคืบคลานมาอีกแล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือนโยบายพลังงานของรัฐบาลทำให้เกิดการกักตุน ประชาชนตื่นตระหนกทำให้น้ำมันขาดแคลน โดยรวมแล้วจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบวิกฤติการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำรอยเหมือนกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน
และวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นักเศรษฐศาสตร์คาดแล้วว่าเมื่อราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น การผลิตถดถอย วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่เตรียมการผลที่สุดก็จะเกิด Stagflation คือผลผลิตถดถอยในขณะที่เกิด inflation คงจะต้องเตรียมแผนงานเพื่อรองรับวิกฤติครั้งนี้แน่ๆ แหละครับ
ปิดประชุมเวลา 16:30 น.

วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 นาฬิกา มีการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ใน ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 331 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา พิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการการเงิน ซึ่งคณะกรรมาธิการได้สรุปข้อเสนอแนะการเข้าถึงแหล่งเงินกู้โดยเฉพาะวิสาหกิจ SMEs เพื่อเสนอต่อรัฐบาลต่อไป สำหรับคณะอนุกรรมาธิการการคลังได้เสนอการปรับปรุงระเบียบการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลางสำหรับข้าราชการ และคณะอนุกรรมการตลาดทุนจะมีการประชุมเรื่องการประเมินค่าพระเครื่องในเช้าวันที่ 25 มีนาคมนี้ เมื่อประธานคณะกรรมาธิการได้ขอให้แสดงความคิดเห็น จึงได้ชี้แจงการให้สินเชื่อโดยรัฐบาลที่ผ่านมาจะให้ผ่านธนาคารพาณิชย์โดยคิดอัตราดอกเบี้ย .01 % เพื่อให้ ซอฟโลนแก่ธุรกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อนโยบายต่างๆ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้เสียไม่ใช่เฉพาะแก้หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท ตามนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาเท่านั้น แต่ควรมีมาตราการตัดหนี้เสียเพื่อให้ธุรกิจกลับพลิกฟื้นมาดำเนินธุรกิจตามปกติได้ โดยมีเอกสารเสนอต่อที่ประชุม“นโยบายที่รัฐบาลเตรียมแถลงท่ามกลางวิกฤติทั้งสงครามการค้าและสงครามตะวันออกกลาง”
ปิดประชุมเวลา 16:00 น.

วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 นาฬิกา มีนัดการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 6/2569 ใน ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 331 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา พิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ เริ่มต้นจากคณะอนุกรรมาธิการการเงิน คณะอนุกรรมาธิการตลาดทุน แต่ไฮไลท์ของการประชุมอยู่ที่รายงานของอนุกรรมาธิการการคลังให้ข้อสังเกตโครงสร้างราคาน้ำมันซึ่งจะต้องคำนึงถึงฐานะการคลังและการจัดเก็บภาษีลาภลอยเข้ากองทุนน้ำมัน เนื่องจากวันนี้ได้เสนอตั้ง“คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบโลจิสติกส์เพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ซึ่งโครงสร้างราคาน้ำมันจำเป็นจะต้องรวมข้อพิจารณาพลังงาน และอุตสาหกรรมด้วย จะพิจารณามิติใดมิติหนึ่งจะไม่ตอบโจทย์ได้ และเป็นที่น่ายินดีที่ท่านที่ปรึกษา(ดร.บารมี บัวสมบูรณ์)ได้กรุณาจัดทำกราฟฟิคข้อเสนอให้เข้าใจง่าย
ปิดประชุมเวลา 16:00 น.

สัดส่วนต้นทุนการขนส่งในอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของไทย
จากผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ในช่วงวิกฤตปี 2540 ที่คุณอ้างถึง (ซึ่งเป็นการสำรวจโรงงานประมาณ 1,200 แห่งในช่วงตุลาคม 2540 ถึงมีนาคม 2541) ข้อมูลสัดส่วนต้นทุนใน 7 อุตสาหกรรมหลักและต้นทุนค่าขนส่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
1. สัดส่วนต้นทุนแยกตามอุตสาหกรรมหลัก
ในขณะนั้นโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมไทยมีความแตกต่างกันตามลักษณะการผลิต ดังนี้:
• Processed Foods (อาหารแปรรูป): เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน ต้นทุนวัตถุดิบในประเทศสูงที่สุด เนื่องจากใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก แต่มีต้นทุนแฝงในส่วนของการรวบรวมวัตถุดิบและการขนส่งจากฟาร์มสู่โรงงานที่ค่อนข้างสูง
• Electronics and Electrical Appliances (อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า): มีสัดส่วน Import Content (การนำเข้าชิ้นส่วน) สูงมาก ทำให้ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทโดยตรง ต้นทุนส่วนใหญ่หมดไปกับชิ้นส่วนนำเข้า ส่วนต้นทุนค่าแรงและค่าขนส่งในประเทศคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้า
• Automotive Parts (ชิ้นส่วนยานยนต์): เป็นกลุ่มที่มี การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Capital Intensive) สูง และเน้นการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดในประเทศเป็นหลักในช่วงก่อนวิกฤต สัดส่วนต้นทุนจึงหนักไปที่ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจากการกู้ยืม
• Rubber (ยางพารา): ต้นทุนหลักคือวัตถุดิบต้นน้ำ แต่มีประเด็นเรื่อง Transport Cost ที่โดดเด่นเนื่องจากโรงงานแปรรูปมักอยู่ห่างจากท่าเรือส่งออก
2. สัดส่วนต้นทุนค่าขนส่ง (Transport Cost)
รายงาน Transport Cost ของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก (ในขณะนั้นไทยอยู่ที่ประมาณ 16-19% ของ GDP) โดยสัดส่วนในแต่ละอุตสาหกรรมเป็นดังนี้:
• สัดส่วนต้นทุนขนส่งต่อต้นทุนรวม: โดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด
• ความแตกต่างตามกลุ่มสินค้า: สินค้าที่มีมูลค่าต่ำแต่น้ำหนักมาก (Low-value, High-weight) เช่น ยางพารา หรือ สินค้าเกษตรแปรรูป จะมีสัดส่วนต้นทุนขนส่งสูงกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงแต่น้ำหนักเบา (High-value, Low-weight)
3. สัดส่วนค่าน้ำมันในต้นทุนการขนส่ง
จากรายงานวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการขนส่งทางถนน (Trucking) ซึ่งเป็นรูปแบบหลักของไทย พบข้อมูลดังนี้:
• ค่าน้ำมัน (Fuel Cost): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ถึง 50% ของต้นทุนการดำเนินงานขนส่งทั้งหมด (Operating Cost)
• สัดส่วนอื่นๆ: ประกอบด้วย ค่าจ้างพนักงานขับรถ (Driver Wage), ค่าซ่อมบำรุง (Maintenance) และค่าเสื่อมสภาพรถ ซึ่งค่าน้ำมันถือเป็นปัจจัยที่ผันผวนที่สุดและมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในขณะนั้นมากที่สุด
สรุปเปรียบเทียบ:
• อุตสาหกรรมอาหารและยาง: กระทบหนักจากค่าขนส่งและน้ำมันเพราะน้ำหนักสินค้าเยอะ
• อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: กระทบจากต้นทุนนำเข้าและค่าเงินบาทมากกว่าค่าขนส่ง
• ภาคการขนส่ง: ค่าน้ำมันคือต้นทุนหลักที่ครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไทยไม่อ้างอิง ราคาน้ำมัน ที่สิงคโปร์ /โดยลงทุนแมน
“ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์”คำถามนี้คงติดอยู่ในใจหลายคน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันในบ้านเรากำลังปรับตัวสูงขึ้น
แล้วถ้าหากประเทศไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?
น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่ง พูดเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ สินค้านี้มีมาตรฐานใกล้กันทั่วโลก ทำให้ราคาซื้อขายขึ้นลงตามราคาตลาดกลางที่มีปริมาณซื้อขายกันสูง ซึ่งปัจจุบัน ตลาดกลางที่มีปริมาณซื้อขายกันสูงนี้ ก็จะถูกแบ่งเป็นตลาดกลางซื้อขายน้ำมันดิบ และตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูป
สำหรับตลาดกลางซื้อขายน้ำมันดิบ มีอยู่ 3 แห่ง คือ
- น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เป็นน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง
- น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแหล่งผลิตที่อยู่ในทะเลเหนือ โดยอยู่ระหว่างเกาะอังกฤษ และคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย
- น้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (West Texas Intermediate) เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงที่สำคัญในทวีปอเมริกา
ส่วนตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูป ก็มี 3 แห่ง คือ
- New York Mercantile Exchange (NYMEX) หรือตลาดนิวยอร์ก
- International Petroleum Exchange (IPE) หรือตลาดลอนดอน
- Singapore International Monetary Exchange (SIMEX) หรือตลาดสิงคโปร์
ตลาดกลางเหล่านี้ บอกให้เรารู้ว่าราคาน้ำมันซื้อขายตอนนี้อยู่ที่เท่าไร ซึ่งสามารถสะท้อนได้เพิ่มเติมว่า ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวไปในทิศทางไหนบ้าง
คราวนี้ เมื่อเรารู้ว่าตลาดกลางซื้อขายทั่วโลกอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วทำไมเราต้องเลือกตลาดสิงคโปร์ อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูป ?
คำตอบนอกจากเรื่องระยะทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว เพราะว่า สิงคโปร์มีตลาดกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ทางการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ มาตั้งแต่ปี 1984 ที่ชื่อว่า Singapore International Monetary Exchange หรือ SIMEX
และเพื่อให้ตลาดกลางนี้สะท้อนกลไกราคาตลาดโลก สิงคโปร์จึงปรับเส้นเขตเวลาของตัวเอง จากปกติที่ต้องเร็วกว่าอังกฤษ 7 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาเป็นเส้น UTC+8 หรือเร็วกว่าอังกฤษ 8 ชั่วโมงแทน
ปรับเส้นเวลาขึ้นแล้วมีผลอะไร ?
ถ้าเรายังจำได้ อีก 2 ตลาดกลางน้ำมันสำเร็จรูปคือ ลอนดอนและนิวยอร์ก การปรับเส้นเวลาแบบนี้ ทำให้สิงคโปร์เชื่อมต่อกับตลาดพวกนี้ได้
เพราะตอนที่ตลาดสิงคโปร์เปิด ตลาดนิวยอร์กก็อยู่ในช่วงใกล้จะปิด จากเดิมที่เปิดตอนตลาดนิวยอร์กปิดไปแล้ว ส่วนตลาดลอนดอน ก็กำลังเปิดอยู่เช่นกัน ตอนตลาดสิงคโปร์เปิด เมื่อรวมกับจุดแข็งเดิมของตลาดสิงคโปร์ ที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเปิดทำการของตลาดในเอเชีย ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตลาดน้ำมันอ้างอิงไปโดยทันที
นอกจากการปรับเส้นเขตเวลาเพื่อให้ตลาดกลางซื้อขายน้ำมันของตัวเองทำงานเชื่อมต่อกันทั่วโลก สิงคโปร์ยังทำให้ตัวเองเป็นที่ตั้งของบริษัทพลังงานหลายแห่งด้วย ไม่ว่าจะเป็น Shell, ExxonMobil, BP, Chevron และ Singapore Petroleum Company เป็นต้น
ทำให้สิงคโปร์มีกำลังการกลั่นน้ำมันสูงสุด 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่ากำลังการกลั่นรวมทั้งหมดของประเทศไทยที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โดยมี Jurong Island Refinery ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันของ ExxonMobil มีกำลังการกลั่นกว่า 605,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 13 ของโลก
เมื่อมีทั้งตลาดกลางและปริมาณการกลั่นน้ำมันที่เยอะขนาดนี้ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันที่สิงคโปร์จึงสะท้อนกลไกตลาดเป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมประเทศไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์นั่นเอง ซึ่งคำว่า อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ไม่ได้หมายถึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นสิงคโปร์ แต่หมายถึง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดสิงคโปร์
และจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยเพิ่งเริ่มอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ตอนปี 1991 ที่ผ่านมานี้เอง เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยมีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าการตลาด ก่อนที่จะมีการยกเลิกบทบาทดังกล่าวหลังปี 1991 เพื่อให้ราคา ณ โรงกลั่นและราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นกับกลไกตลาดเสรี และยังส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมในธุรกิจน้ำมันมากขึ้น และเพื่อลดภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาล
แม้ว่าจะยังมี “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไปจนกระทบผู้บริโภค ในบางช่วงเวลาก็ตาม
ถึงตรงนี้ กลับมาสู่คำถามที่ยังค้างอยู่ว่า “แล้วถ้าไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ด้วยความที่ไทยใช้ระบบการค้าน้ำมันเสรีหลังปี 1991 เป็นต้นมา ดังนั้น ถ้าไทยกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปเองก็อาจมี 2 สิ่งตามมา นั่นคือ
1. ถ้าราคาที่กำหนดเองนั้นต่ำกว่าตลาดสิงคโปร์
โรงกลั่นในประเทศ ก็อาจหันมาส่งออกน้ำมันไปขายที่อื่นที่ราคาสูงกว่า ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในประเทศ
ซึ่งพอเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน ก็จะไปดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาอีกตามกลไกของอุปสงค์และอุปทาน
2. ถ้าราคาที่กำหนดเองนั้นสูงกว่าตลาดสิงคโปร์
กรณีนี้ก็อาจเกิดการลักลอบนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมาขาย ทำให้รัฐเสียรายได้จากการเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงกว่าประเทศรอบข้างในภูมิภาคอาจทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง ของผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ แถมยังทำให้ค่าครองชีพของคนในประเทศสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ และผู้ค้าน้ำมันในประเทศก็จะไม่ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น และหันมานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แทน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ นำมาซึ่งการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อค่าเงินอ่อนลง ก็ยิ่งทำให้การนำเข้าน้ำมันแพงขึ้นตามมา กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้การขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย และผลกระทบที่ตามมาอีก ก็อาจส่งผลให้โรงกลั่นขาดรายได้ และขาดกำไรที่จะนำไปพัฒนา ลงทุน และจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ..
แม้การอิงราคาสิงคโปร์จะดูสมเหตุสมผลในเชิงกลไกตลาด แต่มันก็มาพร้อมกับ “ข้อเสีย” และประเด็นถกเถียงที่คนไทยตั้งคำถามมาตลอด
1. เราผลิตเอง แต่ตั้งราคาเหมือนนำเข้า (Import Parity)
นี่คือจุดอ่อนสำคัญ เพราะการอิงราคาสิงคโปร์ไม่ใช่แค่เอาตัวเลขราคามาเฉย ๆ แต่ยังมีการบวก "ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือน" เข้าไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือ แม้น้ำมันจะกลั่นที่ระยอง แต่เรากลับต้องจ่ายราคาเสมือนว่านำเข้าน้ำมันนั้นมาจากสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นไทยสูงกว่าต้นทุนการผลิตจริง
2. ความผันผวนที่คุมไม่ได้
เมื่อเราผูกราคาไว้กับสิงคโปร์ 100% ทำให้ราคาน้ำมันในไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกสูง ทั้งการเก็งกำไรในตลาดโลก สงคราม ทุกอย่างจะถูกโอนมาเป็นภาระของผู้บริโภคไทยทันที โดยที่เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองในเชิงนโยบายเลย
นอกจากนี้ อาจยังมีเรื่องกำไรลาภลอย (Windfall Profit) ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน โรงกลั่นอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่อิงตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาล่วงหน้าอาจจะต่ำกว่า
สรุปแล้ว การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ คือการเลือกความมั่นคงของระบบ และความเป็นสากล เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลนและโรงกลั่นจะยังสามารถดำเนินการอยู่ได้ในระบบการค้าเสรี
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็แลกมาด้วยการที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุน "ราคาเสมือนนำเข้า" และความผันผวนจากตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งเราน่าจะพอมีคำตอบในใจแล้วว่า ถ้าประเทศไทยไม่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ เราจะรับมือกับสิ่งที่อาจเป็นไปได้สองทางที่ว่ามานี้อย่างไร ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ มันจะมีคำว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” เสมอ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจใช้นโยบายอะไรก็ตาม พูดเป็นภาษาบ้าน ๆ ก็คือ สิ่งที่เราทำมันได้คุ้มเสียหรือไม่ และการที่เสียไปนั้น มันจะมีอะไรมาชดเชยได้บ้างนั่นเอง..
References
-https://www.pttplc.com/th/media/featurestories/detail?str=fF99X%252bvE4cMC647RrDosWQ%253d%253d
-https://www.worldstopexports.com/refined-oil-exports-by-country/

ภาษีลาภลอย
การนำ "ภาษีลาภลอยน้ำมัน" (Windfall Profit Tax) มาใช้ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ท้าทายมากครับ เพราะโครงสร้างราคาพลังงานของบ้านเรามีความซับซ้อนและผูกโยงกับหลายฝ่าย โดยมีอุปสรรคสำคัญแบ่งเป็น 2 ด้านหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. อุปสรรคด้านโครงสร้างราคา (Structural Barriers)
• กลไก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง": ปัจจุบันไทยมีกองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่เป็น "กันชน" (Buffer) อยู่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น รัฐจะใช้เงินกองทุนฯ ไปอุดหนุน (Subsidy) เพื่อตรึงราคาหน้าปั๊ม หากจะเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มอีก อาจเกิดคำถามว่าเป็นการ "เก็บซ้ำซ้อน" หรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ รัฐมักใช้วิธีเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มขึ้นเมื่อมีกำไรส่วนเกินอยู่แล้ว
• การคำนวณ "กำไรส่วนเกิน" ที่โปร่งใส: การแยกแยะว่ากำไรส่วนไหนมาจาก "ฝีมือการบริหาร" และส่วนไหนมาจาก "โชคช่วย (นโยบายรัฐ)" ทำได้ยากมาก โรงกลั่นในไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ (Import Parity) ซึ่งมีค่าการกลั่น (Refinery Margin) ที่ผันผวน การจะกำหนดเกณฑ์มาตรฐานว่ากำไรแค่ไหนถึงเรียกว่า "ลาภลอย" จึงมักถูกคัดค้านจากภาคเอกชน
• ระบบการตรวจสอบสต็อกน้ำมัน (Inventory Gain): อย่างที่คุณยกตัวอย่างเรื่องการขึ้นราคา 6 บาทโดยไม่เช็คสต็อก ปัญหาคือระบบรายงานสต็อกของไทยอาจไม่ได้ Real-time พอที่จะคำนวณกำไรจากสต็อกเก่าได้อย่างแม่นยำในทุกคลังทั่วประเทศ ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
2. อุปสรรคด้านการเมืองและกลุ่มทุน (Political & Lobbying Barriers)
• อำนาจต่อรองของกลุ่มทุนพลังงาน: อุตสาหกรรมพลังงานในไทยมีลักษณะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับภาคการเมือง การผลักดันกฎหมายภาษีที่กระทบต่อผลกำไรโดยตรงมักเจอแรงต้าน (Lobbying) อย่างหนัก โดยมักจะอ้างเรื่อง "ความเชื่อมั่นของนักลงทุน" และ "ดัชนีตลาดหลักทรัพย์" เนื่องจากบริษัทพลังงานมีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงมาก
• นิยามของคำว่า "เสรี": ตลาดน้ำมันไทยถูกนิยามว่าเป็นตลาดเสรี (ภายใต้การกำกับ) การที่รัฐเข้าไปล้วงกำไรในยามที่เอกชนได้กำไรมหาศาล แต่อาจไม่ได้ช่วยชดเชยในยามที่เอกชนขาดทุนหนัก ทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องความยุติธรรมในการทำธุรกิจ
• นโยบายประชานิยม vs วินัยการเงิน: บ่อยครั้งที่การบริหารราคาน้ำมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างคะแนนนิยม (เช่น การสั่งลดราคาทันที) ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง "การเก็บภาษีลาภลอย" ถูกปัดตกไปเพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาผ่านสภาและมีความซับซ้อนทางข้อกฎหมาย
3. ผลกระทบย้อนกลับ (Unintended Consequences)
• การขาดแคลนน้ำมัน: หากเอกชนมองว่าการนำเข้าหรือกักเก็บสต็อกน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะถูกเก็บภาษีสูงจนไม่คุ้มค่า อาจส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศลดลง ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานแทน
• การผลักภาระให้ผู้บริโภค: แม้จะเป็นภาษีจากกำไร แต่ในระยะยาวบริษัทอาจปรับโครงสร้างต้นทุนอื่นๆ เพื่อชดเชยกำไรที่เสียไป ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนกลับมาที่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มอยู่ดี
ทางออกที่เป็นไปได้ในบริบทไทย แทนที่จะตรากฎหมายใหม่ที่ใช้เวลานาน รัฐมักใช้ "การขอความร่วมมือ" ให้นำส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แทน (เช่น กรณีขอค่าการกลั่นเมื่อปี 2565) แต่จุดอ่อนคือการขอความร่วมมือนั้น "ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย" ทำให้ผลลัพธ์ไม่แน่นอนครับ
ระหว่าง "การออกกฎหมายภาษีที่เข้มงวด" กับ "การใช้ระบบกองทุนน้ำมันฯ ให้โปร่งใสกว่าเดิม"
Share :
Write comment