Episode 9 : กระตุ้นเศรษฐกิจ“คนละครึ่ง” แผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

บันทึกการเดินทาง เดือนกันยายน

 กระตุ้นเศรษฐกิจ“คนละครึ่ง” 

แผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

กันยายน 2568

By: รณยุทธ์ จิตรดอน

     ถึงแม้การประชุมคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯ วันนี้จะงด แต่ปัญหาปากท้องไม่ได้งดด้วย ผมจึงขอส่งสรุป update ผลกระทบของภาษีทรัมป์ ดังนี้

     การที่สหรัฐฯประกาศเก็บภาษี Reciprocal Tariffs ไทยอัตรา 19%  โดยจะต้องเสนอความเห็นชอบต่อรัฐสภานั้น มีประเด็นที่ยังต้องเจรจาต่อไปในรายละเอียด“กฎว่าแหล่งกำเนิดสินค้า” โดยเฉพาะสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค Regional Value Content(RVC) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์จากประเทศอื่น สหรัฐฯได้กำหนดอัตราภาษี 40% สำหรับสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการส่งต่อผ่านประเทศที่สาม (Transhipment) เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งทำให้การเจรจาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้ามีความสำคัญยิ่งขึ้น แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการแต่กรมเจรจาการค้าต่างประเทศจะทำหน้าที่เจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ คาดว่าจะทันเมื่อมีการขัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว

     - สำหรับเรื่องที่ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ชี้ว่ากำแพงภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ที่บังคับใช้ประเทศคู่ค้านั้น“ขัดต่อกฎหมายและให้ถือเป็นโมฆะ” ซึ่งประเด็นนี้ หากศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ประเทศต่างๆจะต้องยื่นฟ้องเพื่อเรียกภาษีที่จ่ายไปคืน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะคงขึ้นภาษีเฉพาะบางรายสินค้าได้เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ ซึ่งสหรัฐฯมีพื้นฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ดี

     - ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ กำลังสร้างแรงกดดันต่อ“กิจกรรมภาคการผลิต” ทั่วทั้งเอเซีย ผลสำรวจโดย S&P Global ที่เผยแพร่เมื่อ 1 ก.ย.68 ผลสำรวจระบุว่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญ ต่างเผชิญกับการหดตัวของกิจกรรมภาคการผลิตในเดือนสิงหาคม โดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น ไทย และ เกาหลีใต้ จะเปราะบางเป็นพิเศษ นี่คือ แรงกระแทกสองชั้นสำหรับเศรษฐกิจเอเซีย เนื่องจากต้องเผชิญทั้งภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นจากสหรัฐฯ และการแข่งขันจากการส่งออกสินค้าราคาถูกของจีน

- เมื่อมองไปข้างหน้า น่าเชื่อว่ามาตรการภาษีจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ซึ่งจะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจเอเซียที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196876?anf=

วันที่ 3 กันยายน ได้เข้าร่วมการประชุม คณะอนุกรรมาธิการตลาดทุน ช่วงเช้า 9:00-12:00 น.  

เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา  เพื่อพิจารณา  

     1. พิจารณาศึกษาแนวทางการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพื่อพัฒนาตลาดทุนด้วยกลไกการเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในสลากออมทรัพย์

     2. พิจารณาบทบาทการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ต่อการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยเชิญ ประธานกรรมการบริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุม

     และช่วงบ่ายเป็นการประชุมคณะทำงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 205 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา พิจารณาศึกษาแนวทางการยกระดับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อการพัฒนาตลาดการเงินไทยอย่างยั่งยืน

     สำหรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์นั้น มีการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาใหม่ของโลก และผลกระทบที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวเพราะประเทศพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญโดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และที่จะต้องมีการเจรจาในรายละเอียดคือ “กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า” โดยเฉพาะสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค(Regional Value Content RVC) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าจากประเทศอื่น สหรัฐฯได้กำหนดอัตราภาษี 40% สำหรับสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการส่งต่อผ่านประเทศที่สาม(Trandshipment) เพื่อหลบเลี่ยงภาษี

https://www.chulabook.com/blog/222/1477

     วันที่ 9 กันยายน 2568  เวลา 15.00 นาฬิกา ได้เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 22/2568 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 330 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา - พิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยได้ขอให้กรมสรรพากรมาชี้แจงในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในการประชุมคราวหน้าวันที่ 16 กันยายน พร้อมกันนี้ได้ชี้แจงมาตรการแก้ไขและการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่สูงสุดในช่วง 4 ปีหากไม่ให้มีความยืดหยุ่นแล้ว จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่

ปิดประชุมเวลา 17:00 น.

     วันที่ 10 กันยายน เดินทางไปนมัสการพระปลัดธนวัธน์ เจ้าคณะตำบลวังไทร เจ้าอาวาสวัดหนองแก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเตรียมการทอดกฐินปี 2568 ปีนี้ไม่ติดทอดกฐินวัดอื่น มากล่าวคำถวายกฐินได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

     วันที่ 15 กันยายน มีนัดเข้าไปนมัสการพระเดชพระคุณพระราชวชิรภาวนาโกศล (เจ้าคุณองอาจ) เจ้าอาวาสวัดวีระโชติธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่เช้า แต่ก่อนถึงทางเข้าวัด 5 กิโลเมตร พระเลขาได้โทรมาแจ้งว่าท่านเจ้าคุณไปงานสวดศพ เจ้าอาวาสวัดตระพังคี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา จึงได้ตามไปวัดตระพังคี ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไป 36 กม. จึงได้เข้าไปกราบขอพรท่านเจ้าคุณองอาจฯ ดังตั้งใจ  

     ขากลับเข้ามีนบุรี ได้แวะทานข้าวหน้าเป็ด และมะระตุ๋น ที่ ฮะเซ้งเป็ดย่าง ร้านมี 3 สาขา แต่จะแวะทานเป็ดย่างที่สาขามีนบุรีเป็นประจำ

     เสร็จแล้วข้ามมาฝั่งตะวันตก มุ่งตรงมาวัดอรุณราชวราราม ตรงเข้าไปกราบขอพรองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในโบสถ์น้อยหน้าพระปรางค์ฯ

     วันที่ 16 กันยายน 2568  เวลา 14.00 นาฬิกา มีการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 23/2568 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 330 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา - พิจารณาศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax)

     ตามการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของจังหวัดต่างๆ โดยเชิญ อธิบดีกรมสรรพากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางที่ลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่า เพราะประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น กรมสรรพากรที่ต้องรับภาระเก็บภาษีน่าจะเก็บภาษีจากส่งออกทองคำเพิ่มขึ้น

ปิดประชุมเวลา 16:00 น.

     ท่าน สว.กัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นที่ร้านโอยั๊วะ สะพานพระราม 7

ค่าเงินบาทสูงที่สุดในรอบ 4 ปี อาจไม่วิกฤติเท่าขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง

     การที่สภาทองคำโลกออกมาเปิดเผยว่า ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพิจารณาเพิ่มทองคำเข้าคลังสำรอง โดยประเทศผู้ผลิตทองคำหลักอย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สามารถนำทองคำที่ขุดได้มากลั่นในไทยหรือสิงคโปร์ แล้วนำไปขายในภูมิภาคได้ทันที จะช่วยลดการพึ่งพาโรงกลั่นของสวิตเซอร์แลนด์ที่ในปัจจุบันทองคำจำนวนมากที่ขายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกขุดจากทั่วโลกไปกลั่นที่สวิตเซอร์แลนด์ก่อนจะส่งกลับมาขาย

     อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดทองคำอันดับ 3 รองจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างจีน และอินเดียได้ เนื่องจากตลาดทองคำในไทย และอาเซียนแข็งแกร่งมาก โดยมีพัฒนาการเชิงบวกในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียตนาม อินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชา “ตลาดทองคำไทย” จึงแกร่งสุดอาเซียนติดอันดับ 7 ของโลก การขยายตลาดทองคำทั้งในประเทศและและประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ราคาทองคำมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต จะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองภายในอาเซียนมากขึ้น และสภาทองคำโลกเชื่อว่าทองคำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย และสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค

     หนี้สาธารณะของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 67.9% ของ GDP ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นไปเป็น 68.9% ในปี 2028 พูดง่ายๆคือ ประเทศผลิตของได้ 100 บาท แต่หนี้ที่ค้างอยู่ 67.9 บาท ในปัจจุบัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 68,9 บาทในปี 2028 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการจัดทำงบประมาณที่เต็มไปด้วยรายจ่ายประจำที่ยากจะลดทอนกว่า 70% และดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

     ตั้งแต่วิกฤติโควิท ภาวการณ์ขาดดุลงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีแผนฟื้นฐานะการคลัง ประเทศกำลังเล่นการเมือง (เพิ่มการอุดหนุนค่าไฟ ค่าน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพ เป็นต้น) ประเทศไม่รักษาวินัยการคลัง ทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับการให้สวัสดิการของรัฐอย่างต่อเนื่อง

     ประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่ Fitch จัดอันดับในกลุ่มประเทศที่เครดิต BBB แต่ภาวการณ์ขาดดุลการคลังสูงกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลด เครดิตทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นจนทำให้หนี้บวมเร็วขึ้น

     สำหรับไทย บทเรียนหนี้อาจคล้ายหลายๆประเทศในยุโรปทั้งกรีซ และฝรั่งเศสเป็นบทเรียนที่ตรงสุด  หนี้ครัวเรือนไทยเกือบ 90% ของ GDP คนไทยยอมจ่ายมากทำงานเพื่อจ่ายดอกเบี้ย บ้าน รถ และบัตรเครดิต มากกว่าการลงทุนในอนาคต รัฐบาลไทยเองมีหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทุกปี และการเมืองก็ไม่มั่นคง

     ทำให้ IMF แนะนำให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบและประหยัด ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นทุกปี ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” หากต้องการกระตุ้นการบริโภค รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขการใช้จ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนนี้

     เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับฝรั่งเศส เพียงแต่ตัวเลขอาจต่างกันแต่คงยากเหมือนกัน หนี้ที่ใช้ซื้อเวลาโดยไม่มีแผนสร้างอนาคต สุดท้ายจะทำให้ดอกเบี้ยเป็นเจ้าชีวิต

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198466

     วันที่ 17 กันยายน ไปทำพิธีสวดอภิธรรมถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี) ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขอพรให้สำเร็จสมความปรารถนา

      วันที่ 23 กันยายน 2568  เวลา 14.00 นาฬิกา มีการประชุมของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ครั้งที่ 24/2568 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 330 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา - พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการอายัดบัญชีธนาคารที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด (บัญชีม้า) โดยเชิญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.) ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายกสมาคมธนาคารไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม  

     ตามที่วุฒิสภาได้บรรจุวาระการพิจารณาเกี่ยวกับ“การจัดระบบการจัดการทรัพย์สินของวัด”ที่ได้เสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไว้แล้วตั้งแต่ กรกฎาคม 2568  

     เพื่อให้การดำเนินงานในส่วน“การจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา” สามารถเดินหน้าไปพร้อมๆกับการพิจารณาวาระ“การจัดระบบการจัดการทรัพย์สินของวัด” จึงได้จัดทำร่าง “การจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา” เพื่อดำเนินการต่อไป

     รัฐบาลใหม่เตรียมมาตรการ ”คนละครึ่ง“ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณที่จะใช้งวดแรกเป็นงบปี 68 สิ้นสุดปลายปี 68 สำหรับงวดที่ 2 จะเริ่มปีใหม่คงจะต้องหางบมาใช้ในขณะที่ประเทศมีภาระขาดดุลคงคลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แผนการพลิกฟื้นเศรษฐกิจนี้จะตรงใจรัฐบาลใหม่หรือไม่ แต่ Bangkok Post จะนำไปลงตีพิมพ์แล้วครับ

เรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ และ แผนการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

     โดย ดร.รณยุทธ์ จิตรดอน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจการเงิน และการคลัง วุฒิสภา  

     คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ตั้งปณิธานแล้วว่า ประเทศจะต้องรักษาวินัยการคลังแม้จำเป็นจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ“คนละครึ่ง”ออกมา สรุปการขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งหนี้ภาคเอกชนและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ล้วนฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ประมาณ 67.9% ของ GDP และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นไปเป็น 68.9% ในปี 2571 งบประมาณปี 69 ทำให้ต้องจ่ายคืนหนี้สูงถึง 555,400 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วกว่า 135,000 ล้านบาท เพราะงบประมาณปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วเพียง 27,900 ล้านบาท ที่น่ากังวลที่สุดงบลงทุนทั้งหมดในปีหน้ามาจากเงินกู้ทั้งสิ้น 860,000 ล้านบาท รัฐจึงมีหนี้สูงถึง 13 ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนทะลุ 16 ล้านล้านบาท ในขณะที่หนี้ภาคเอกชนเกือบ 16 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้นอกระบบอีกจำนวนมาก

     ประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่ Fitch และ S&P จัดอันดับเครดืต BBB Negative แต่ภาวะการขาดดุลการคลังสูงกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดเครดิต(เหลือ Moody’s ยังไม่จัดอันดับ) จำเป็นจะต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบและประหยัด เพราะค่าเฉลี่ยการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นทุกปี เป็นข้อจำกัดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ“คนละครึ่ง” รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขในการใช้จ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

     เรามีทางเลือกไม่มากนักที่จะควบคุมปัญหาดังกล่าวให้การเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างมีวินัย ก็ต้องถามความมุ่งมั่นของประเทศที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลใช้เอง(CBDC Central Bank Digital Currency)ภายใต้การควบคุมของธปท. เพื่อให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลของภูมิภาคที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนได้(มีความพยายามที่จะใช้ “บาท” เป็นเงินที่ใช้เนื่องจากที่ตั้งของประเทศเป็นปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งที่ไทยเป็นผู้ส่งออกทองคำเพื่อใช้เป็นทุนสำรองรายใหญ่ของโลก แต่ระบบใหม่นี้ถึงแม้จะมีผู้พยายามพัฒนาแล้วเป็น 10 ปี แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ของไทย สามารถเดินหน้าได้โดยเร็ว

     การเป็นศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลสามารถเป็น กุญแจสำคัญ ในการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย ด้วยการเปลี่ยนจากประเทศที่เน้นการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและบริการมูลค่าสูง แต่ต้องอาศัย การดำเนินนโยบายที่กล้าหาญ มั่นคง และเป็นหนึ่งเดียว โดยมีภาครัฐเป็นผู้เปิดทางและกำกับดูแลที่เหมาะสม   

     กลไกการพลิกฟื้นเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

     หากสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลได้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านกลไกต่อไปนี้:

   1. การสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Drivers)

   การจ้างงานทักษะสูง: เกิดความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น AI, Blockchain, Cybersecurity) ซึ่งจะช่วยยกระดับค่าแรงและคุณภาพแรงงานไทย

- ธุรกิจใหม่ (Digital Ecosystem): การเป็น Hub จะส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพด้านฟินเทค นวัตกรรมบริการทางการเงิน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การเกษตร (Agri-Fintech) หรือการท่องเที่ยว (Travel-Tech)

   2. การเป็นประตูการค้าการลงทุนของภูมิภาค (Regional Gateway)

   - การชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border Payment): ไทยจะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับการชำระเงินดิจิทัลในอาเซียนและกลุ่ม BRICS ที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization)

- ดึงดูดสำนักงานภูมิภาค: การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะจูงใจให้ธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล มาตั้งศูนย์กลางการดำเนินงานในกรุงเทพฯ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ

   3. ความยั่งยืนผ่านความโปร่งใสและเสถียรภาพ

   - ความโปร่งใส (Transparency): เทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มความโปร่งใสในธุรกรรม ทำให้ปัญหาการคอรัปชันลดลง ซึ่งจะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

- เสถียรภาพทางการเงิน: การมี CBDC (Central Bank Digital Currency) หรือการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่รัดกุม จะช่วยให้ธนาคารกลางสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในระบบการเงินยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุปการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

     มาถึงขั้นนี้ เรามีทางเลือกไม่มากนักเพราะปัญหา การขาดดุลการคลัง หนี้สาธารณะสูงขึ้นทุกๆปี  หนี้ครัวเรือนสูง หนี้เอกชนสูง ที่ควบคุมได้ก็เฉพาะงบประมาณประจำปี เงินนอกงบประมาณควบคุมไม่ได้ และที่สำคัญคือหนี้ครัวเรือนและ หนี้เอกชนที่สูงถึง กว่า 32 ล้านล้านบาท ($ 1 ล้านล้าน)  

- สภาพความเป็นไปของประเทศอย่างที่ควรจะเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคเพราะปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ และยังเป็นผู้ส่งออกทองคำรายใหญ่ของโลก ที่ประเทศต่างๆใช้เป็นทุนสำรอง ด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า (ไม่เคยเป็นมาก่อน)

- ถ้าเราเดินหน้าออก CBDC ก็จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ เพราะไม่สามารถที่จะควบคุมปัญหาที่เป็นอยู่โดยวิธีปกติได้

- ข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ“คนละครึ่ง” เพราะสถานะทางการคลังที่รัดตัวจะค่อยๆผ่อนคลายลงได้ หากมีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมและประหยัด

     วันที่ 30 กันยายน เป็นวันสุดท้ายปีงบประมาณ ได้ไปร่วมพิธีสวดมนต์ถวายพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษี) และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษของญาติโยมที่ร่วมพิธี ที่ศาลาวัดวีระโชติธรรมาราม อ.เมือง ฉะเชิงเทรา เริ่มต้นโดยกราบร่างจำลองหลวงพ่อฤาษี กราบหลวงพ่อพระราชวชิรภาวนาโกศล วิ.(หลวงพ่อองอาจ) เจ้าอาวาส และพระครูปลัดเฉลิมพล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายผ้าไตร และไทยธรรม แก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ให้พร ถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์ ก่อนกลับได้เข้าไปกราบขอพรองค์หลวงพ่อฤาษี ให้ได้รับความสำเร็จสมหวังเมื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่  

 

 


View : 0

Share :


Write comment