เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในบ่ายวันธรรมดาวันหนึ่ง เมื่อ "เอ็มม่า" เดินออกมาหน้าโรงเรียนแล้วพบว่า "คุณพ่อ" มารับเธอด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกไปจากทุกวัน หลังจากวันนั้นคุณพ่อก็ไม่ได้ออกไปทำงาน พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในบ้านที่เริ่มเกิดขึ้น เช่น คุณพ่อหันมาทำอาหารเย็นเอง หรือทำงานบ้านแทนแม่
แม้ว่าคุณพ่อจะพยายามยิ้มแย้มและใช้เวลากับเธอและ "จินเจอร์" เจ้าแมวคู่ใจมากเพียงใด แต่ผ่านสายตาและการสังเกตอันไร้เดียงสา เอ็มม่าเริ่มมองเห็น "ความเงียบ" และ "ความเหนื่อยล้าดั่งหินก้อนใหญ่" ของพ่อในบางเวลา เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปราะบางและความกังวลของผู้ใหญ่ที่เก็บซ่อนไว้
แทนที่หนังสือจะจบลงด้วยความหดหู่ เรื่องราวกลับคลี่คลายอย่างอบอุ่นและทรงพลัง เมื่อเอ็มม่าไม่ได้ร้องขอหรือตั้งคำถามที่สร้างความอึดอัดใจให้พ่อ แต่เธอเรียนรู้ที่จะอยู่เคียงข้าง รับฟัง และส่งมอบความรักเล็กๆ ในแบบของเด็กเพื่อโอบกอดหัวใจของพ่อในวันที่ยากลำบาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พลังแห่งความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) สามารถเกิดขึ้นได้ในใจของเด็กทุกคน และหนังสือเล่มนี้จะทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่จะสะท้อนให้เด็กๆ หันกลับมามองและโอบกอดครอบครัวของตนเองด้วยความอ่อนโยน
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้
1. ด้านนวัตกรรม: เป็นเครื่องมือจิตวิทยาครอบครัวปฐมวัยชิ้นใหม่ในสังคมไทย ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเครียดสะสมและการบ่มเพาะ Empathy ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
2. ด้านครอบครัวและผู้ดูแลเด็ก: พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูปฐมวัย มีเครื่องมือในการเปิดบทสนทนาเรื่องความรู้สึกและความเปราะบางร่วมกับเด็ก ช่วยสร้างวัคซีนใจ (Resilience) ลดสภาวะซึมเศร้าและความตึงเครียดในสถาบันครอบครัว
3. ด้านการขยายผลในเครือข่าย: เกิดกลไกการหมุนเวียนและแบ่งปันหนังสือในระบบนิเวศการอ่านของชุมชน ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างยั่งยืน
4. ด้านพฤติกรรมเยาวชน: เด็กเยาวชนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้นี้ได้รับการบ่มเพาะจิตสำนึกแห่งความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดปัญหาการบูลลี่ (Anti-Bullying) และพฤติกรรมก้าวร้าวในอนาคต