ราคารวม : ฿ 0.00
การให้มีพลังมากกว่าการมอบสิ่งของ และในปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ในมิติทางจิตวิทยา การให้ที่มาจากความรัก ความเข้าใจ และการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผู้รับเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อจิตใจของผู้ให้ด้วย หลักการทาง จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ระบุว่า การให้และการช่วยเหลือผู้อื่นช่วยกระตุ้น ฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพัน ทำให้ผู้ให้รู้สึกอิ่มเอิบใจและมีความสุขมากขึ้น
Dr. Martin Seligman ผู้ก่อตั้งจิตวิทยาเชิงบวก ได้กล่าวถึงการให้ในเชิงจิตวิทยาว่า:
“Doing a kindness produces the single most reliable momentary increase in well-being of any exercise we have tested.”
(Dr. Martin Seligman)
“การทำความดีหรือการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการสร้างความรู้สึกดีที่มั่นคงและเชื่อถือได้ที่สุด ซึ่งเราได้ทดสอบในการวิจัยของเรา”
(ดร. มาร์ติน เซลิกแมน)
งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้กับผู้รับ แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสุขให้กับผู้ให้ด้วย ดังนั้น การให้ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา ให้เวลา หรือการให้อภัย ล้วนเป็นการสร้างความสุขให้กับทั้งสองฝ่าย และส่งผลให้จิตใจของผู้ให้รู้สึกเป็นอิสระและอิ่มเอิบในชีวิต
ทฤษฎีเครือข่ายเชิงซับซ้อน (Complex Networks) และการเชื่อมโยงทางสังคม
ในเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ทฤษฎี เครือข่ายเชิงซับซ้อน (Complex Networks) อธิบายถึงการเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคลในสังคมว่า เมื่อคนหนึ่งทำการช่วยเหลือหรือให้ความสนับสนุนแก่ผู้อื่น มันไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบต่อผู้รับโดยตรง แต่ยังสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเครือข่ายสังคมในวงกว้างได้ การช่วยเหลือหนึ่งครั้งอาจกระตุ้นให้เกิดการช่วยเหลือหลายครั้งในเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นการสร้างคลื่นพลังงานเชิงบวกที่ขยายตัวออกไปในวงกว้าง
Albert-László Barabási ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์และเครือข่าย กล่าวว่า:
"We live in a connected world. Small actions in one part of the network can have significant impacts elsewhere."
(Albert-László Barabási)
"เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่เชื่อมโยงกัน การกระทำเล็กๆ ในเครือข่ายหนึ่งสามารถส่งผลกระทบที่สำคัญในที่อื่นๆ ได้"
(อัลเบิร์ต-ลาสโล บาราบาซี)
แนวคิดนี้สามารถอธิบายได้ว่า การให้เวลา ความรัก หรือการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นไม่ได้จบลงที่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบที่ดีต่อเครือข่ายสังคมที่เชื่อมโยงกัน ผลที่เกิดขึ้นจากการให้เพียงครั้งเดียวอาจสร้างผลกระทบทางบวกในระดับที่กว้างกว่าที่เราคาดคิด และเป็นพลังงานที่ส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง
การให้ส่งเสริมสุขภาพจิตและร่างกาย
การให้ที่มาจากความปรารถนาดีและความเมตตายังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของผู้ให้เอง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard แสดงให้เห็นว่า การให้และการช่วยเหลือผู้อื่นส่งเสริมการหลั่งสาร เอ็นดอร์ฟิน (Endorphins)ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเครียดและทำให้เรารู้สึกมีความสุข การให้ความรักและความเมตตาทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางกายและใจ
Dr. Stephen Post ศาสตราจารย์ด้านชีวจริยธรรมจากมหาวิทยาลัย Stony Brook University กล่าวว่า:
“When we give of ourselves, everything from life satisfaction to self-realization and physical health is significantly improved.”
(Dr. Stephen Post)
“เมื่อเรามอบสิ่งดีๆ จากตัวเราเอง ความพึงพอใจในชีวิต การตระหนักรู้ในตัวเอง และสุขภาพกายล้วนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
(ดร. สตีเฟน โพสต์)
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ เราสามารถเห็นได้ว่า การให้ที่เกินกว่าสิ่งของส่งผลต่อการพัฒนาทั้งทางจิตใจ ร่างกาย และการเชื่อมโยงทางสังคมที่ส่งเสริมพลังงานเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง
สรุป
การให้ที่ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของมีผลอย่างกว้างขวางต่อชีวิตของเราในเชิงวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา การให้เวลา ความเข้าใจ และความเมตตาส่งผลดีต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และความสัมพันธ์ในสังคม โดยไม่เพียงสร้างผลดีแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพและความสุขของผู้ให้ด้วย อีกทั้งการให้ยังสามารถสร้างผลกระทบในเครือข่ายสังคมในระดับที่กว้างขวางกว่าที่เราคิด ทำให้เกิดคลื่นพลังงานเชิงบวกที่หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
แชร์ :
เขียนความคิดเห็น