เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ปรากฏว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปีเศษมาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนว่า ปัญญาหรือความรู้ของมนุษย์มี 3 แบบ คือ
ประการแรก ได้แก่ปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การฟังซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากความเชื่อโดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุและผลให้รอบคอบเสียก่อน เรียกว่า "สุตมปัญญา" ซึ่งตรงกับยุค ปัจจุบัน เรียกว่า "ความเชื่อ" (Belief)
ประการที่ 2 ปัญญาที่เกิดจากการพิจรณาหาเหตุและผลให้รอบคอบเสียก่อนว่าเรื่องที่ได้อ่านได้ฟังมานั้น น่าจะเป็นจริงหรือไม่ประการใด แล้วจึงยอมรับสิ่งนั้น เรียกว่า "จินตามยปัญญา" ยุคปัจจุบันเรียกว่า "ปรัชญา" (Philosophy)
ประการที่ 3 ปัญญาที่เกิดจากการบำเพ็ญภาวนา จนเกิดรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมด้วยตนเอง เรียกว่า "ภาวนามนปัญญา" ปัญญาในขั้นนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นปัญญาขั้นสูงสุด สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมได้อย่างแท้จริง เป็นปัญญาที่ลึกซึ้งมั่นคง ตรงกับในยุคปัจจุบัน คือ วิทยาศาสตร์ (Science) นั่นเอง
หนังสือเรื่อง "พระพุทธะกับวิทยาศาสตร์" เขียนโดย ท่านปัญญานันโท ซึ่งได้ศึกษาเปรียบเทียบเกี่ยวกับวิธีการในการศึกษาค้นคว้า ทั้งในทางวิทยาศาสตร์ และในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งได้พบว่า ผลการศึกษาค้นคว้าทางจิตในทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นสิ่งที่สนับสนุนและช่วยพิสูจน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าถูกต้องและเป็นจริง แม้ว่าจะใช้วิธีการในการศึกษาค้นคว้าต่างกันก็ตาม
การศึกษาค้นคว้าทางจิตในทางวิทยาศาสตร์และทางพระพุทธศาสนาในหนังสือนี้ จะช่วยทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มากยิ่งขึ้น และหากปรารถนาทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองต่อไปได้อย่างแน่นอน |